
ประชานิยมแผลงฤทธิ์กระหน่ำใส่ภาระการคลัง
โครงการประชานิยมของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวนมากมายที่รัฐบาลนี้ได้ดำเนินการตามที่ได้หาเสียงไว้ ด้านหนึ่งเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้รับ ทั้งกลุ่มรากหญ้าหรือผู้มีรายได้ระดับกลาง ไปถึงนายทุนห้างร้านต่างๆ จนทำให้กำลังซื้อในประเทศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โครงการประชานิยมของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวนมากมายที่รัฐบาลนี้ได้ดำเนินการตามที่ได้หาเสียงไว้ ด้านหนึ่งเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้รับ ทั้งกลุ่มรากหญ้าหรือผู้มีรายได้ระดับกลาง ไปถึงนายทุนห้างร้านต่างๆ จนทำให้กำลังซื้อในประเทศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่อีกด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า โครงการประชานิยมสร้างภาระให้กับประเทศจำนวนมหาศาล และเป็นข้อมูลที่รัฐบาลไม่ค่อยแจงให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากประชานิยมได้รู้ข้อเท็จจริง
เริ่มตั้งแต่โครงการประชานิยมจำนำข้าว รัฐบาลนี้ต้องใช้เงินไปแล้ว 2 ปี ประมาณ 7 แสนล้านบาท เกินกว่ากรอบที่คณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบไว้ที่ 5 แสนล้านบาท แยกเป็นเงินกู้จากกระทรวงการคลัง 4.1 แสนล้านบาท และเงินสภาพคล่องจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 9 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เกินเกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นการใช้เงินสำรองจ่ายจาก ธ.ก.ส.แทบทั้งสิ้น
ส่วนเกินที่เกิดขึ้นตอนนี้รัฐบาลอาจใช้วิธีการ “แปะโป้ง” แต่หลังจากนี้ต้องจัดเงินไปจ่ายดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. 34% ถ้าคิดจากเงินก้อนโตที่เกินไปร่วม 2 แสนล้านบาท หมายถึงว่าต้องควักเงินไปจ่ายดอกเบี้ยปีละ 6,000-8,000 ล้านบาท
โครงการรับจำนำข้าวมีชาวนาที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 1 ล้านราย จากชาวนาทั้งหมดประมาณ 3 ล้านกว่าราย ซึ่งประเมินกันว่าครัวเรือนไทยจะปลูกข้าวประมาณ 30-40 ไร่ ได้ประโยชน์จากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.52 หมื่นบาท ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสูงกว่าราคาตลาดถึง 40% ทำให้มีการประเมินกันว่าการจำนำปีแรกรัฐบาลขาดทุนถึง 2.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของเงินที่ใช้ดำเนินการ
แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศว่าน้อยกว่านี้แน่นอน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปความเสียหายได้
แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่พ้นสุดท้ายต้องตั้งงบประมาณที่เป็นผู้เสียภาษีทั้งประเทศมาชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นในภายหลังแทบทั้งสิ้น
ความเสียหายของโครงการนี้จะขึ้นอยู่กับราคาข้าวที่รัฐบาลจะขายออกไป
นอกจากโครงการจำนำข้าว ยังพบว่ามีอีกหลายโครงการประชานิยมที่เป็นภาระกับประเทศจำนวนมาก โครงการรถคันแรกให้คนชั้นกลางได้เป็นเจ้าของมีผู้ใช้สิทธิ 1.25 ล้านราย คิดเป็นงบประมาณที่รัฐบาลต้องจ่ายคืนถึง 9 หมื่นล้านบาท ในปีงบประมาณ 2555 ใช้เงินไปแล้วกว่า 3 หมื่นกว่าล้านบาท และจำนวนมากเป็นการใช้จากเงินคงคลัง ซึ่งจะต้องใช้ในปีงบประมาณ 2558 ส่วนในปีงบประมาณ 2557 ต้องตั้งงบอีกถึง 4 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้คืนในโครงการรถคันแรก
โครงการบ้านหลังแรก ให้ผู้ที่ซื้อบ้านหรือคอนโด มิเนียมหลังละไม่เกิน 5 ล้านบาท นำไปลดหย่อนภาษีได้ ทำให้กรมสรรพากรสูญภาษีไป 1.2 หมื่นล้านบาท
ยังมีโครงการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้ก้อนโต 1.5 แสนล้านบาท และคาดว่าต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5 ปี ถึงจะกลับมาเก็บภาษีได้เท่าเดิม
ขณะที่กรมสรรพสามิตเองก็ต้องทำโครงการประชานิยมตามนโยบายของรัฐบาล โดยการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ทำให้รายได้ภาษีหายไปเดือนละ 9,000 ล้านบาท คิดเป็นเงินปีละกว่า 1 แสนล้านบาท หากคิดในรอบ 2 ปีที่รัฐบาลนี้บริหารงานมาทำให้รายได้ภาษีน้ำมันหายไปกว่า 2 แสนล้านบาท
ว่ากันว่า การแบกรับภาษีที่หนักหน่วงเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลนี้ต้องปรับขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลขึ้นแน่นอนในปีงบประมาณ 2557 นี้
ซึ่งเรื่องนี้ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ก็ยอมรับในการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ว่าจะปรับขึ้นในเดือน ต.ค. 2556 นี้
ยังมีโครงการประชานิยมเอาใจข้าราชการและลูกจ้างของทางราชการที่เป็นแขนขาสำคัญของรัฐบาล โดยการขึ้นเงินเดือนเป็น 1.5 หมื่นบาท ทำให้มีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นปีแรก 1.8 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไปจะมีภาระเพิ่มขึ้นปีละ 2.3 หมื่นล้านบาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555
หรือจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน ที่เอกชนจำนวนมากออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะถือเป็นโครงการประชานิยมที่รัฐบาลดำเนินการ แต่ผลักภาระให้ผู้ประกอบการเป็นผู้จ่าย
นอกจากนี้ ยังมีโครงการกองทุนสตรี ที่รัฐบาลเจาะกลุ่มผู้หญิงให้จังหวัดละ 100 ล้านบาท เป็นภาระงบประมาณรวม 7,000 ล้านบาท
นโยบายแจกคอมพิวเตอร์ฟรี ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 ที่ใช้งบประมาณไป 1,600 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2556 อีก 1,200 ล้านบาท เพื่อแจกจ่ายคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต 8.5 แสนเครื่อง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยปัจจุบันได้แจกไปแล้ว 4.5 แสนเครื่อง ส่วนที่เหลืออีก 4 แสนเครื่อง จะเริ่มแจกจ่ายในเทอมที่ 2
โครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย ที่รัฐบาลต้องการลดหนี้สินของเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐ 6 แห่ง มีจำนวนลูกหนี้ที่ได้สิทธิไป 3.8 ล้านคน โดยต้องมียอดเงินกู้ค้างชำระไม่เกิน 5 แสนบาท ทำให้ต้องใช้เงิน 1.5 หมื่นล้านบาท
หากนับรวมเฉพาะโครงการที่ประเมินภาระทางการคลังได้ก็ตก 5.44 แสนล้านบาท
ขณะที่ข้อมูลที่เล็ดลอดออกมาจากหน่วยงานที่จัดทำงบประมาณและภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ประเมินว่า โครงการประชานิยมที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ดำเนินการมาทั้งหมด มีการประเมินกันว่าใช้เงินรวมกันกว่า 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลต้องแบกรับภาระ ทั้งเป็นเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น เป็นภาระงบประมาณรายจ่าย และเป็นภาระที่ทำให้รายได้ของรัฐบาลสูญหายไป
ดังนั้น โครงการประชานิยมมีสองด้าน ในด้านที่เป็นบวกต้องยอมรับว่ามีคนจำนวนมากได้รับประโยชน์ แต่ด้านที่เป็นลบก็เป็นภาระประเทศจำนวนมหาศาลที่ต้องชั่งน้ำหนักว่าได้คุ้มเสียหรือไม่
เพราะสุดท้ายคนในประเทศจะอ่วมอรทัย







