
ธุรกิจบัณฑิตย์บนภารกิจ Progressive University
สถาบันการศึกษายุคนี้กำลังลุกขึ้นมาขยับขยายเขย่าตัวเองให้มีความใหม่และน่าสนใจเสมอ
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
สถาบันการศึกษายุคนี้กำลังลุกขึ้นมาขยับขยายเขย่าตัวเองให้มีความใหม่และน่าสนใจเสมอ เช่นเดียวกับที่ วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) สะท้อนถึงการปรับตัวของ มธบ.ยุคนี้ ว่าต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อก้าวให้ทันกับกระแสอาเซียนที่กำลังมาเยือน
วรากรณ์ ยอมรับว่า การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเป็นความท้าทายของ มธบ. ที่ต้องแข่งขันกับทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยรัฐ ที่ฝ่ายหลังพรั่งพร้อมไปด้วยทุนสนับสนุนและบุคลากร ต่างจากมหาวิทยาลัยเอกชนที่ต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเอง แต่ก็มีจุดได้เปรียบ คือ ความคล่องตัวและการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่มีคุณภาพ ซึ่งกลายเป็นแรงส่งให้ มธบ.ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งอนาคต หรือ Progressive University อย่างเต็มรูปแบบ
การก้าวสู่จุดนั้นต้องอาศัยยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ประการ คือ การไม่หยุดนิ่ง (Dynamic) นวัตกรรม (Innovative) และ ความต่อเนื่องและบูรณาการของสาขาวิชา (Relevant) ซึ่งจะต้องมีคุณภาพสอดแทรกไปด้วยในทุกกระบวนการ
วิทยาลัยการประปา ถือเป็นหนึ่งในโมเดลที่ วรากรณ์ ชี้ให้เห็นว่าเป็นนวัตกรรมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาบุคลากรในสายงานระบบประปาให้มีศักยภาพ มุ่งยกระดับบุคลากรประจำการที่ยังไม่มีวุฒิ และเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรให้กับภาคธุรกิจในอนาคต เริ่มจากโครงการพัฒนาศักยภาพให้พนักงานเซ็นทารา ด้วยการรับพนักงานมาฝึกอบรมภาคทฤษฎีที่ มธบ. ขณะเดียวกันก็ส่งนักศึกษาไปฝึกงานในสถานประกอบการด้วย
มธบ.ยังตั้งวิทยาลัยนานาชาติจีน KUSTDPU Chinese International College (KDCIC) เป็นการร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และมหาวิทยาลัยคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน (Kunming University of Science and Technology) มหาวิทยาลัยชั้นนำ 1 ใน 3 ของจีน ซึ่งเป็นก้าวใหม่ของ มธบ. ที่เดินไปพร้อมกระแสเติบโตของอาเซียน ขณะที่คนสนใจเรียนเรื่องจีนก็ยังมีอยู่มากเช่นกัน
ปัจจุบันวิทยาลัยนานาชาติจีน เปิดสอนระดับปริญญาตรี 2 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศและสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรม อนาคตมีแผนจะเปิดสอนด้านการบริหารจัดการมากขึ้นด้วย
การเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันสมัยเหล่านี้ ล้วนเป็นความพยายามเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้นักศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดงานทั้งในและต่างประเทศ
“มธบ.ต้องการสร้างความต่างให้กับนักศึกษา โดยนำแนวคิดของมหาวิทยาลัยที่ว่า นักธุรกิจเป็นผู้สร้างชาติมาปรับใช้ สอนให้เด็กรู้จักทำธุรกิจ โดยทุกคณะสาขาวิชาต้องเรียนการเขียนแผนธุรกิจอย่างน้อย 12 หน่วย เพื่อสร้างบุคลิกให้กับบัณฑิตที่จบไปให้สามารถออกไปแข่งขันได้”
สำหรับแผนรับการเปิดประชาคมอาเซียนนั้น วรากรณ์ได้วางยุทธศาสตร์ตอบรับกับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ที่ประกอบด้วย ประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่คนไทยสนใจเข้าไปลงทุน ทั้งยังมีพรมแดนติดกับไทย ดังนั้น มธบ.จึงพร้อมเป็นทางเลือกด้านการศึกษาสำหรับคนอาเซียนเหล่านี้ด้วย
พร้อมกันนี้ ได้ติดอาวุธด้านภาษาให้กับเด็กด้วยโปรแกรมฝึกพูดลงในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้เป็นบทเรียนฝึกพูดออกสำเนียง การท่องจำคำศัพท์ และการแปลภาษาแบบโต้ตอบกลับ (Interactive) ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1
เห็นอย่างนี้แล้ว หากการปรับเปลี่ยนตัวเองของ มธบ.สำเร็จ คงจะส่งแรงสั่นสะเทือนไปสู่มหาวิทยาลัยเอกชนรายอื่นได้ไม่น้อยทีเดียว







