
SMEมะกันโยกผลิตกลับบ้าน
ทยอยย้ายฐานการผลิตออกจากเอเชียหวังลดผลกระทบต้นทุนพุ่งสูง
ทยอยย้ายฐานการผลิตออกจากเอเชียหวังลดผลกระทบต้นทุนพุ่งสูง
ผู้ประกอบการสหรัฐย้ายฐานผลิตกลับประเทศ หลังต้นทุนในต่างแดนพุ่งสูง
เอพีเผยรายงานอ้างผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในสหรัฐ พบว่า ส่วนใหญ่เริ่มย้ายฐานการผลิตในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย กลับมายังสหรัฐแล้ว หลังต้นทุนที่พุ่งสูงในต่างประเทศฉุดกำไร ประกอบกับความซับซ้อนในการเจรจาธุรกิจในต่างแดน
“ชนชั้นกลาง ซึ่งกำลังขยายตัวในหลายประเทศเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนและอินเดีย เริ่มเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้น โดยปัจจุบันค่าจ้างในเอเชียพุ่งขึ้น 20% ต่อปี ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับระดับ 3% ในสหรัฐ ขณะที่ค่าน้ำมันที่สูงขึ้นจากระดับ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา มาสู่ระดับ 95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็ดันราคาขนส่งพุ่งตาม” รายงานระบุ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในสหรัฐยังได้รับอานิสงส์จากเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลง ซึ่งทำให้สินค้าต่างประเทศแพงขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตในเมืองลุงแซมลดลง
มาร์ติน รอวส์ มีฮาน เจ้าของบริษัท เรอเวอร์รี ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเตียงในเมืองลุงแซม เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจากไต้หวันกลับมายังสหรัฐ หลังต้นทุนขนส่งสินค้าพุ่งสูงถึง 5060% นับตั้งแต่ปี 2547
“ในอดีต ผู้ประกอบการชาวอเมริกันหันไปลงทุนในต่างประเทศเพราะค่าใช้จ่ายแทบทุกด้านถูกกว่า แต่ปัจจุบันเหตุการณ์กลับตาลปัตรแล้ว” มีฮาน กล่าว
สอดคล้องกับบริษัท คอตตอน เบบี้ ผู้ผลิตสินค้าสำหรับเด็ก ที่ล่าสุดได้ย้ายฐานการผลิตจากอียิปต์กลับมายังสหรัฐแล้ว เนื่องจากต้องการลดระยะเวลาการรอรับสินค้า
“จุดแข็งของเอสเอ็มอีคือความรวดเร็วในการแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการลูกค้า ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องกลับมาลงทุนในประเทศแทน ซึ่งจะช่วยลดเวลาการขนส่งได้มากถึง 3 เดือน” เจนนิเฟอร์ ลาบิท ประธานบริษัท กล่าว
ขณะที่ ลิซา เอลแรม อาจารย์จากมหาวิทยาลัยไมอามีในรัฐฟลอริดา มองว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยเมืองลุงแซมโยกย้ายงานกลับบ้านก็คือ ความสบายใจและการทำธุรกิจที่ง่ายขึ้นในประเทศบ้านเกิด
ทั้งนี้ กระแสการโยกย้ายฐานการผลิตของบริษัทสหรัฐไปยังต่างประเทศเกิดขึ้นในช่วงยุคทศวรรษ 90 และปี 2000 โดยผลการศึกษาของสำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐ พบว่า ในช่วงระหว่างปี 19972008 ชาวอเมริกันสูญเสียงานให้กับแรงงานต่างชาติมากถึง 4.5 ล้านตำแหน่ง
ทว่าข้อมูลจากรีชอร์ริง อินนิชิเอทีฟ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร พบว่า ในช่วงปี 2010-2012 นั้น มีธุรกิจสัญชาติอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับประเทศจนนำไปสู่การสร้างงาน โดยเฉพาะในภาคการผลิต มากถึง 5 หมื่นตำแหน่ง







