
‘LTF’หนุนหุ้นฟื้นช่วงสั้น
ต่างชาติยังขายไม่หยุดพุุ่งเป้ากลุ่มแบงก์เอเซียพลัสลดเป้ากำไรบจ.ปีนี้ลง
ต่างชาติยังขายไม่หยุดพุุ่งเป้ากลุ่มแบงก์เอเซียพลัสลดเป้ากำไรบจ.ปีนี้ลง
ตลาดฟื้นแรง เตือนต่างชาติยังขายไม่สะเด็ด ได้ LTF หนุน ด้านเอเซีย พลัส กดกำไร บจ.ลง
วันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยบวกตามต่างประเทศ แต่ระหว่างวันดัชนีผันผวนสูงถึง 31 จุด ก่อนมาปิดที่ระดับ 1,555.61 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูง จำนวน 61,636.76 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิ 4,738 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนในประเทศทุกกลุ่มซื้อ
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยตีกลับเป็นบวกได้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลงไปแรง นักลงทุนจึงเข้ามาซื้อหุ้น รวมถึงการซื้อหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ที่มีเงินเข้ามาซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่ถือหุ้นธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มนี้ไปก่อน และให้ทยอยซื้อหุ้นสื่อสารและบริษัท ปตท. (PTT) ในราคาที่อ่อนตัวลง
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวขึ้นได้ภายหลังวันที่ 19 มิ.ย. 2556 เชื่อว่า เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด ส่งสัญญาณชัดเจนเรื่องผ่อนคลายทางการเงิน หรือคิวอี และในเดือน ก.ค.นี้ ญี่ปุ่นจะมีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก หากตัวแทนฝ่ายรัฐบาลได้รับเสียงข้างมาก ก็น่าจะสนับสนุนให้คิวอีเดินหน้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลงทุนในตลาดหุ้น
นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายบริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี กล่าวว่า นักลงทุนทยอยซื้อกองทุน LTF เข้ามาบ้างแล้วหลังจากดัชนีปรับตัวลงต่อเนื่อง รวมถึงกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นปันผลของบริษัท ซึ่งมีแรงซื้อเข้ามาจากนักลงทุนสถาบัน
อย่างไรก็ดี เมื่อนักลงทุนเข้าซื้อกองทุนแล้ว ผู้จัดการกองทุนจะเข้าซื้อหุ้นในตลาดทันทีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายและมุมมองของแต่ละ บลจ.ว่ามองทิศทางตลาดอย่างไร ซึ่งในช่วงนี้ก็มีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งการถอนคิวอีของสหรัฐ รวมถึงต้องติดตามค่าเงินด้วย
“เม็ดเงินที่เข้ามาซื้อกองทุน LTF มีต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง แต่ไม่ได้เป็นเม็ดเงินจำนวนมากๆ แต่หากนับรวมกันทุก บลจ.ก็อาจมีมากก็ได้” นายชาคริต กล่าว
สำหรับกองทุนทาร์เก็ตฟันด์ที่เปิดขายไปก่อนหน้านี้ คาดว่าจะซื้อหุ้นกันไปเกือบหมดแล้ว ไม่น่ามีผลต่อตลาด ส่วนทาร์เก็ตฟันด์ของบริษัทยังอยู่ระหว่างเปิดขายตั้งแต่วันที่ 3-12 มิ.ย. 2556
นักวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มจะเทขายหุ้นไทยในเดือน มิ.ย.อยู่
ทั้งนี้ หากพิจารณาการลงทุนในตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติในระยะเวลา 5 ปี (2551-2555) พบว่ามีโอกาสถึง 60% ที่ต่างชาติจะขายสุทธิในเดือน มิ.ย. โดยเฉพาะในปี 2554 และ 2555 ที่ขายสุทธิราว 2.69 หมื่นล้านบาท และ 5.7 หมื่นล้านบาท ประกอบกับยอดซื้อสุทธิสะสมของต่างชาติตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2554 ยังคงสูงถึง 6.3 หมื่นล้านบาท
“เชื่อว่ามีโอกาสที่ต่างชาติจะยังเทขายหุ้นไทยในเดือน มิ.ย. แต่มีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสุทธิในเดือน ก.ค. ถึง 80%” บล.เอเซีย พลัส ระบุ
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลงจากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 106.35 มาอยู่ที่ 104.67 เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลจากการเปลี่ยนแปลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายและดัชนีหุ้นที่ลดลง จึงอาจมีเม็ดเงินไหลจากพันธบัตรเข้ามาสู่ตลาดหุ้นน้อยลง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ตลาดยังมีโอกาสปรับฐานลงต่อ เมื่อพิจารณาสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดที่ระดับ 14.7 เท่า ก็ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับในภูมิภาคและสูงกว่าสมมติฐานที่คาดระดับ พี/อี ไว้ที่ 14 เท่า
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ยังคงอัตรากำไรสุทธิของ บจ.ที่ 25.7% ดังนั้นการอ่อนตัวของราคาหุ้นจึงเป็นจังหวะเลือกซื้อลงทุนในหุ้น เช่น กลุ่มสื่อสาร หุ้นเด่น คือ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) ส่วนประเด็นการตั้งสำรองเพิ่มของธนาคารพาณิชย์นั้นจะไม่มีผลต่อ BBLและคาดว่าสินเชื่อและเงินฝากจะเติบโตดีขึ้นในไตรมาส 2







