
วช.ชง4แผนปั้นสินค้าชุมชน
ใช้งานวิจัยเปลี่ยนโฉมประเทศไทยสร้างมูลค่าเพิ่มให้โอท็อปเกษตร
ใช้งานวิจัยเปลี่ยนโฉมประเทศไทยสร้างมูลค่าเพิ่มให้โอท็อปเกษตร
วช.เตรียมเสนอ 4 ยุทธศาสตร์สร้างประเทศใหม่ด้วยงานวิจัยให้นายกรัฐมนตรีสิ้นเดือน มิ.ย.นี้
ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์การใช้งานวิจัยมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศระยะยาว 4 ด้าน ให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ โดยเป็นการระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักวิชาการ นักวิจัย และภาครัฐ เพื่อให้ใช้งานวิจัยช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนมากขึ้น
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้แก่ประเทศ 2.การพัฒนาอย่างทั่วถึง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประเทศและลดความเหลื่อมล้ำ 3.การสร้างให้ประเทศเติบโตด้วยการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 4.ปรับปรุงกระบวนการในประเทศ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งหลังจากเสนอยุทธศาสตร์ต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว จะเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระทรวงต่างๆ นำไปดำเนินการต่อไป เป็นเวลา 5 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2555-2559
สำหรับสินค้าเกษตรจะมุ่งการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปใน 5 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะยางพาราที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตหลักในโลก มีมูลค่าส่งออกต่อปี 4 แสนล้านบาท หากนำงานวิจัยมาใช้จะสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ยางพารา 40% หรือมีมูลค่าถึง 5.5 แสนล้านบาท
ขณะที่ข้าวต้องทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น คัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ปลูกให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ มีการสร้างโรงสีในแต่ละชุมชน และทำให้ข้าวที่ส่งออกมีการแปรรูปและส่งออกได้มากขึ้น
ทางด้านการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน จะต้องปรับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวใหม่ โดยทำให้แหล่งท่องเที่ยวแต่ละพื้นที่ที่มีการจัดเก็บรายได้ให้เหมาะสม และกระจายรายได้ไปในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นที่มีรายได้น้อย รวมทั้งให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยวในแหล่งผลิตสินค้าท้องถิ่นและสินค้าโอท็อป เพื่อกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนมากที่สุด
นอกจากนี้ จะกระตุ้นให้เอกชนมุ่งวิจัยมากขึ้น โดยเสนอให้เอกชนที่มีการลงทุนงานวิจัยสามารถนำเงินลงทุนจากการงานวิจัยไปหักค่าใช้จ่ายได้ 300-400% จากปัจจุบันนำเงินลงทุนไปหักค่าใช้จ่ายได้ 200% ส่งเสริมให้เอกชนร่วมจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับภาครัฐได้ รวมทั้งสนับสนุนให้นักวิจัยของรัฐไปทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชน ส่งเสริมให้เอกชนและรัฐหันมาซื้อสินค้าไทยที่ใช้การวิจัยในประเทศ







