
กรมประมงชงขอ 200ล. สู้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วน
ปัญหาโรคอีเอ็มเอส หรือโรคตายด่วนในกุ้ง ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้แก่อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกกุ้งของไทยเป็นอย่างมาก
โดย...สิทธินี ห่วงนาค
ปัญหาโรคอีเอ็มเอส หรือโรคตายด่วนในกุ้ง ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้แก่อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกกุ้งของไทยเป็นอย่างมาก และแม้ว่าขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้น และมีแนวโน้มว่าผลผลิตจะกลับสู่ภาวะปกติในไม่ช้า แต่กรมประมงได้วางแนวทางในการแก้ปัญหาระยะยาว โดยเสนอของบประมาณสนับสนุนการดำเนินการเป็นจำนวน 200 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2557
ณรงค์สกัด
รมประมงเผยสถานการณ์โรคตายด่วนดีขึ้น คาดว่าอีก 3เดือนผลผลิตกลับมาเป็นแสนตันในขณะที่ทั้งปีคาดจะมีผลผลิตไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนตัน เตรียมของบปี 57ประมาณ 200 ล้านปรับปรุงโรงเพาะกุ้งกรมทั่วประเทศ
วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากแผนรณรงค์สกัดโรคอีเอ็มเอส ขณะนี้สถานการณ์โรคเริ่มดีขึ้น โดยล่าสุดพบว่ามีปริมาณการลงลูกกุ้งในเดือน พ.ค. 2556 ประมาณ 4,5005,000 ล้านตัว ในฟาร์มเลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ ทำให้คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดใน 3 เดือนข้างหน้า ประมาณเกือบ 2 แสนตัน เพียงพอสำหรับการบริโภคและการส่งออก
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการลงลูกกุ้งเพิ่มขึ้นเป็นลำดับในรอบการเลี้ยงต่อไป และผลผลิตในปี 2556 จะกลับมาที่ประมาณ 3.54 แสนตัน เพียงพอต่อการบริโภคและการส่งออกในไตรมาสที่ 3 และ 4 อย่างแน่นอน ภายหลังที่ในปลายปีที่ผ่านมาการระบาดของอีเอ็มเอส ทำให้ผลผลิตกุ้งหายไปจากตลาดประมาณ 20% ของผลผลิตทั้งประเทศที่มีประมาณ 5.4 แสนตันต่อปี
ทั้งนี้ จากปัญหาการระบาดของอีเอ็มเอส ทำให้กระทบต่อปริมาณลูกกุ้งในโรงเพาะฟักของเอกชนไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร กรมจึงได้เสนอของบประมาณ 200 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2557 เพื่อใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงโรงเพาะลูกกุ้งใน 23 แห่งของกรมประมง และโรงเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งใน 4 ศูนย์ของกรมที่ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา ภูเก็ต และจันทบุรี เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรฟาร์มกุ้ง เพิ่มเติมจากที่มีการเลี้ยงของฟาร์มเอกชน
“ในระยะยาวจะผลักดันให้การเพาะเลี้ยงลูกกุ้งจะต้องมีการจัดทำเป็นมาตรฐานบังคับตาม พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร (มกษ.) ของกระทรวงเกษตรฯ เนื่องจากปัจจุบันฟาร์มเพาะลูกกุ้งยังเป็นเพียงมาตรฐานสมัครใจเท่านั้น จึงส่งผลให้บางฟาร์มไม่มีการเลี้ยงตามมาตรฐานการเลี้ยงที่ดี ที่จะต้องคุมระบบการผลิตให้ปลอดเชื้อทั้งหมด คาดว่าจะสามารถออกเป็นมาตรฐานบังคับได้ทั้งประเทศภายในกลางปี 2557” วิมล กล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยมีฟาร์มเพาะลูกกุ้งประมาณ 500 แห่ง ได้รับมาตรฐานการเพาะเลี้ยงที่ดี หรือจีเอพี ซึ่งเป็นมาตรฐานสมัครใจเพียง 300 แห่งเท่านั้น สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้ง หรือบ่อเลี้ยงกุ้งปัจจุบันเป็นมาตรฐานสมัครใจเช่นกัน โดยทั่วประเทศมีประมาณ 1.2 หมื่นบ่อ แต่ได้รับมาตรฐานฟาร์มประมาณ 1 หมื่นแห่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนฟาร์มเลี้ยงนั้นจะไม่ค่อยมีปัญหาเนื่องจากส่วนมากจะต้องดูแลให้ได้มาตรการส่งออกเป็นสำคัญอยู่แล้วแต่ในระยะยาวก็จะต้องจัดให้เข้าสู่มาตรฐานบังคับเช่นกัน
อธิบดีกรมประมงกล่าวด้วยว่าสถานการณ์โรคอีเอ็มเอสที่เกิดในจีน ไทย เวียดนามและมาเลเซีย ขณะนี้เรียกได้ว่าสถานการณ์ของไทยสถานการณ์ดีขึ้นมากที่สุด เนื่องจากมีการจัดการลงไปดูแลทั้งระบบ ประกอบกับอุตสาหกรรมกุ้งที่เป็นอุตสาหกรรมที่มีการรวมตัวกันเข้มแข็งทั้งระบบตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการห้องเย็น แพปลา ผู้ส่งออก ทำให้การเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาสามารถเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและสื่อสารกันได้อย่างดี
พันธ์วริศ แตรประสิทธิ์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดระยอง กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้ปฏิบัติตามคำแนะของกรมประมงอย่างดี โดยดูแลตั้งแต่ระบบน้ำที่เลี้ยงกุ้ง และลงลูกกุ้งที่อายุ 15 พี ขึ้นไปโดยจะลงกุ้งประมาณ 1 แสนตัวต่อบ่อ ทำให้ปริมาณการตายของกุ้งเริ่มลดลงเหลือประมาณ 58% เท่านั้น ทั้งนี้ที่ผ่านมาราคากุ้งพุ่งสูงมากทำใมาเกษตรกรผู้เลี้ยงละเลยการรักษาความสะอาดฟาร์ม ทำให้กุ้งอ่อนแอ ซึ่งเกษตรกรจะนำเหตุการณ์นี้มาเป็นบทเรียนในการเลี้ยงกุ้งต่อไป
วีรพงษ์ ลาภสาร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ เปิดเผยภายหลังนำอธิบดีกรมประมงเข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มกุ้งทะเลทอง อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ว่า ภายหลังที่บริษัทได้นำแนวทางของกรมประมงมาปรับปรุงการเลี้ยง พบว่า แนวทางที่กรมประมงแนะนำ คือ การอนุบาล 30 วัน ก่อนที่จะปล่อยลงบ่อเลี้ยง ทำให้ลูกกุ้งมีตามคำแนะนำของกรมประมงพบอัตรารอดตายถึง 100% โดยฟาร์มได้มีการทดลองอนุบาลกุ้งในฟาร์มของบริษัทใน 2 รอบที่ผ่านมาพบได้ผลเป็นที่น่าพอทั้งสองครั้ง ทำให้เชื่อว่าแนวทางที่กรมแนะนำมานั้น มาถูกทางแล้วและเชื่อว่าผลผลิตปลายปีจะกลับมาตามที่คาดดการณ์
อย่างไรก็ตามการปรับปรุงระบบเลี้ยงครั้งนี้ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม แต่เนื่องจากราคากุ้งที่เพิ่มขึ้นทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้
“หลังเกิดโรคดังกล่าว ซีพีเอฟ ได้แนวคิดจากคำแนะนำของกรมว่ากุ้งที่จะปล่อยควรตัวโตขึ้นและแข็งแรงขึ้น จึงนำมาจัดการในฟาร์ม โดยการอนุบาลลูกกุ้ง 30 วันก่อนปล่อยเลี้ยง (nursery) รวมทั้งการทำ big cleaning, ตลอดจะระบบขนส่งอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการขยายตัวของโรคตายด่วน ซึ่งจะทำให้อัตราการรอดของกุ้งสูงขึ้น ซีพีเอฟ นำวิธีการบริหารจัดการฟาร์มดังกล่าวไปใช้เป็นแนวทางปฎิบัติในทุกๆฟาร์มของกลุ่มบริษัท ซึ่งคาดว่าในเดือนมิ.ย. ถึงก.ค. จะมีการลงกุ้งจำนวนมากเพื่อให้ผลิตออกมาประมาณเดือน ก.ย. ที่จะมีออร์เดอร์มาจากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของฟาร์มแห่งนี้จะมีผลผลิตประมาณ 400 ตันต่อปี “
ก่อนหน้านี้ นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร กล่าวว่า หลังจากเกิดโรคตายด่วนในกุ้ง ผลผลิตหายไปจากระบบ 3040% ของผลผลิตรวมของประเทศ และผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า







