
ไฟเขียวทีวีดิจิตอลต้องเฉลี่ยเสียงรายการ-โฆษณาให้เท่ากัน
มติบอร์ดกสท.เห็นชอบเงื่อนไขโครงข่ายทีวีดิจิตอล ต้องเฉลี่ยเสียงรายการและโฆษณาให้ดังเท่ากัน หลังประชาชนร้องต้องปรับเสียงตลอดเวลา
มติบอร์ดกสท.เห็นชอบเงื่อนไขโครงข่ายทีวีดิจิตอล ต้องเฉลี่ยเสียงรายการและโฆษณาให้ดังเท่ากัน หลังประชาชนร้องต้องปรับเสียงตลอดเวลา
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ครั้งที่ 21/2556) ได้มีมติเห็นชอบเรื่อง ข้อเสนอแนวทางการปฏิบัติการกำหนดเกณฑ์ระดับเสียงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งเสนอโดยคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(รส.)
ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวระบุว่า ตามที่มีประชาชนได้แสดงความคิดเห็นผ่าน Call Center 1200 ว่า ขอให้สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่องปรับระดับเสียงทุกช่วงที่ออกอากาศให้เท่ากัน เนื่องจากช่วงที่เป็นโฆษณา ระดับเสียงจะดังกว่าปกติ ทำให้ผู้ชมต้องปรับเสียงโทรทัศน์ตลอดเวลา โดยยกตัวอย่างบางประเทศ สถานีโทรทัศน์จะปรับเสียงแต่ละช่องให้เท่ากันโดยที่ผู้ชมไม่ต้องปรับเสียงโทรทัศน์เอง เพื่อความสะดวกของประชาชน จึงขอให้สำนักงาน กสทช. พิจารณาข้อคิดเห็นดังกล่าว
น.ส.สุภิญญา กล่าวอีกว่า ข้อเสนอแนะดังกล่าว สำนักงาน รส. ได้นำเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ เพื่อพิจารณา พร้อมทั้งได้ประสานงานกับกลุ่มงานมาตรฐานและเทคโนโลยีกระจายเสียงและโทรทัศน์(ทส.) เพื่อหารือข้อวิเคราะห์ต่างๆทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ จนได้ข้อสรุปที่เสนอต่อ กสท. เพื่อเห็นควรพิจารณากำหนดในเงื่อนไขการอนุญาต ของผู้รับใบอนุญาตโครงข่ายในระบบดิจิตอล เพื่อกำกับดูแลระดับเสียงเฉลี่ยของรายการปกติและระดับเสียงเฉลี่ยของโฆษณาอยู่ในระดับที่เท่ากัน โดยให้ สำนักงาน กสทช. จัดทำแนวทางปฏิบัติในลักษณะข้อเสนอแนะ
สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาต เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง โดยอ้างอิงกับมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานของสหภาพการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งยุโรป (European Broadcasting Union หรือ EBU) รวมทั้งเห็นควรพิจารณาการสร้างกลไกการตรวจสอบ ดังนี้ โดยพิจารณาจัดหาอุปกรณ์ / โปรแกรมประยุกต์ ช่วยในการวิเคราะห์หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง และสร้างกลไกในส่วนของผู้บริโภคที่จะเฝ้าระวังและร้องเรียน เพื่อให้การร้องเรียนมีองค์ประกอบของการร้องเรียนที่ครบถ้วน และสามารถดำเนินการต่อไปได้







