posttoday
เมิน "ดอกลด-บาทนิ่ง"ห่วงเศราฐกิจโลกผลิต-ส่งออก

เมิน "ดอกลด-บาทนิ่ง"ห่วงเศราฐกิจโลกผลิต-ส่งออก

03 มิถุนายน 2556

การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ 0.25% จาก 2.75% เหลือ 2.50%

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ 0.25% จาก 2.75% เหลือ 2.50% ตลอดจนเงินบาทที่อ่อนตัวลงมาอยู่ใกล้ 30 บาท/ดอลลาร์ และเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ดูเหมือนว่าจะช่วยลดแรงกดดันต่อหลายอุตสาหกรรมลงได้พอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการส่งออกสูง ซึ่งถูกกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหารทะเลแปรรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จนเกิดการชะลอตัวจนฉุดดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมโดยรวม(MPI)ให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งยังมองว่าระยะต่อไปภาคการผลิตและส่งออกยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อยู่

“สมชาย หาญหิรัญ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้ หากสถานการณ์ค่าเงินบาททรงตัวใกล้ระดับปัจจุบันคือ 29 บาท/ดอลลาร์ ใกล้ 30 บาท/ดอลลาร์ เชื่อว่าจะทำให้การส่งออกดีขึ้น แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของคู่ค้าหลัก ทั้งยุโรปและสหรัฐ ซึ่งหากสถานการณ์ดีขึ้นจะส่งผลดีต่อภาคการผลิตด้วย เนื่องจาก 5060% ของการผลิตของไทยเป็นการผลิตเพื่อส่งออก

“ธนิต โสรัตน์” เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แม้เงินบาทจะปรับตัวอ่อนค่าลงมา และเกือบจะเข้าสู่ภาวะปกติแต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายผิดปกติ ดังนั้น จึงยังมีความเสี่ยงที่เงินบาทจะแข็งค่าและผันผวนได้ในระยะต่อไป

“แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้ไม่มาก เพราะแม้ค่าเงินจะเริ่มอ่อนค่าลงมา แต่เศรษฐกิจหลักของโลกยังไม่มีการฟื้นตัวที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ญี่ปุ่น ในขณะที่หากสหรัฐยกเลิกมาตรการคิวอี ก็อาจจะส่งผลต่อการบริโภคและนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ” ธนิตกล่าว

นอกจากนั้น ต้นทุนการผลิต ทั้งค่าแรงและวัตถุดิบที่แพงขึ้น เพิ่มขึ้นตามค่าแรง ยังเป็นแรงกดดันต่อภาคการผลิต ในขณะที่ยังไม่แน่ว่าธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ยลงตามดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ อีกทั้งความต้องการกู้ยืมในระบบมีสูง ส่งผลสภาพคล่องตึงตัว

กู้ยืมเงินได้ในต้นทุนที่ถูกลงได้ เนื่องจากตอนนี้มี ที่ลดลงมา 0.25% ลงตามจน

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ที่มีน้ำหนักต่อภาคการผลิตและการส่งออกค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร ก็มองว่าระยะต่อไปความเสี่ยงยังคงอยู่ แต่ก็ยังคาดหวังที่จะได้เห็นการเติบโต

“สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์” รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ดอกเบี้ยที่ลดลงแม้จะน้อยกว่าที่ ส.อ.ท. คาดไว้ที่ 0.5% แต่ก็เชื่อว่าจะช่วยให้กำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งผลดียอดขายรถในประเทศให้ดีขึ้น และการผลิตรถยนต์ปีนี้น่าจะได้ตามเป้าที่ 2.55 ล้านคัน และในส่วนการส่งออก แม้แรงกดดันจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลงในระยะนี้ แต่ยังคาดว่าระยะต่อไปเงินบาทจะยังคงแข็งค่าตามพื้นฐานเศรษฐกิจที่จะมีเงินไหลเข้า แต่ ส.อ.ท. ยังคงประมาณการไว้ที่ ส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์ปีนี้ 1.1 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้น 10% โดยได้รับและน่าจะเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ เห็นจากการส่งออกใน 4 เดือนแรกที่ 3.52 แสนคัน มูลค่า 2.30 แสนล้านบาท โดโด

แรงส่งจากหลายตลาดที่ยังขยายตัวดีทั้งในเอเชีย ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้

“การส่งออกยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าแต่ตอนนี้ก็มีสัญญาณที่ดีในหลายตลาดและหวังว่าจะต่อเนื่องไปถึงครึ่งหลังของปี ส่วนสถานการณ์เงินบาทแม้จะมีทิศทางแข็งค่าขึ้นแต่หากทางการดูแลให้แข็งค่าสอดคล้องไปกับภูมิภาคก็คาดว่าจะไม่ส่งผลต่อเป้าหมายที่ประมาณการ” สุรพงษ์ กล่าว

“วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวว่า ในช่วงต้นปีการส่งออกอาหารได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเงินบาทอยู่พอสมควร อีกทั้งเนื่องจากคู่แข่งที่ส่งออกสินค้าใกล้เคียงกันเช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ค่าเงินปรับตัวอ่อนค่าลง ในขณะที่คู่ค้าหลักเช่นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และความพยายามในการเปิดตลาดใหม่ของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นอัฟริกา อเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันออก ก็ยังไม่สามารถเติบโตทดแทนตลาดหลักเดิมได้ แต่ ส.อ.ท.ยังคาดว่าการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารปีนี้อุตสาหกรรมจะมีทั้งสิ้น 1 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วที่ส่งออกได้ 9.7 แสนล้านบาท เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังพอไปได้

ยุโรปก็ทรงตัวไม่ได้ทรุดตัวลงต่อเนื่อง ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น ไม่ปรับประมาณการที่คาดไว้ว่า เนื่องจากปีนี้จะเหลือเวลาอีก 67 เดือน ที่คาดว่าค่าเงินจะมีเสถียรภาพมากกว่าต้นปีที่ผ่านมา

“ศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย” นายกสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมไทย กล่าวว่า คู่ค้าในต่างประเทศยังมีการสั่งซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาต่อเนื่อง เพราะตอนนี้ตลาดมากว่า 50% ของไทยจะอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่เศรษฐกิจยังขยายตัวดี ในขณะที่สหรัฐก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง และยุโรปไม่ได้ทรุดตัวลงไป แต่ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพราะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีความอ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้เป็นกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกกว่า 90% ส่วนอีก 10% ที่ขายในประเทศก็ขายเพื่อไปผลิตเพื่อการส่งออก

“การที่เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวเหนือ 30 บาทต่อดอลลาร์ถือเป็นระดับที่ผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังพอประคับประคองไปได้ แต่หากแข็งค่าลงไปถึง 29 บาทต่อดอลลาร์คงลำบาก จึงเห็นว่านอกจากลดดอกเบี้ยลงแล้ว ธปท. ควรมีมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายออกมาควบคู่กัน” ศุภชัย กล่าว

แม้จะลดดอกเบี้ยและค่าเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วแต่ความเห็นของแวดวงธุรกิจยังคงสะท้อนให้เห็นว่าหนทางเศรษฐกิจระยะต่อไปคงยังไม่ราบรื่นนัก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ