
ลดดอกเบี้ยกับการส่งออก
เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้ว กนง. หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากร้อยละ 2.75 เหลือร้อยละ 2.5 เป็นไปตามคาด และไม่มีเซอร์ไพรส์
เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้ว กนง. หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากร้อยละ 2.75 เหลือร้อยละ 2.5 เป็นไปตามคาด และไม่มีเซอร์ไพรส์
อันที่จริง กระแสลดดอกเบี้ยนโยบายช่วงนี้แผ่วลงไปมาก เพราะเงินบาทมีการอ่อนค่าไปมากแล้ว สาเหตุที่กระแสการกดดันอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้แผ่วลง เนื่องจากก่อนหน้านั้น เมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 28.40 บาท แข็งค่าไปถึงร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่แล้ว แถมการแข็งค่ายังสวนทางกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาค ทำให้กระทบไปถึงภาคการส่งออกในไตรมาสแรก ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 4.5 จึงเกิดเป็นกระแสกดดันว่าดอกเบี้ยของไทยสูง เป็นต้นเหตุให้เงินบาทแข็งค่า
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน พ.ค. เงินบาทกลับมีทิศทางอ่อนค่า จนในช่วงปลายเดือน พ.ค. อ่อนค่าอยู่ที่ 30.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการอ่อนค่ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค และใกล้เคียงกับอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงปลายปี 2555 อัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่ใช่ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกมากนัก
ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อผู้ส่งออกในช่วงนี้รวมทั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากภาคอุปสงค์ หรือความต้องการสินค้าซึ่งชะลอตัวลง โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักของไทย เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งสถานะทางเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี ดังนั้น การส่งออกในช่วงไตรมาส 2 อย่างเก่งก็คงมีมูลค่าไม่มากน้อยกว่าในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งยังคงต้องมาลุ้นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐในไตรมาส 3 จะสามารถฟื้นตัว จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด อาจยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE3) ได้เร็วกว่ากำหนด ซึ่งหากเศรษฐกิจของสหรัฐฟื้นตัว (ได้จริง) ก็จะส่งผลกระทบในทางบวก
กับการส่งออกของไทยดังนั้น การลดดอกเบี้ยเล็กน้อยก็คงจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินไม่มากนัก เพราะอย่างไรเสีย ดอกเบี้ยพันธบัตรของไทยก็ยังมีอัตราสูงกว่าหลายประเทศ ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนดึงดูดให้มีเงินไหลเข้า ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศก็คงไม่ขยับลดลง เนื่องจากความต้องการเงินยังมีมาก
จากการที่ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหลายภาคส่วน เห็นว่า โอกาสที่เงินบาทยังมีความผันผวนนั้นเป็นไปได้สูง เพราะปัจจัยของไทยเอื้อต่อการที่เงินทุนไหลเข้า หรือ Cash Inflow ยังไหลเข้ามาทำกำไรในระยะสั้นยังมีมาก โดยเฉพาะในดอกเบี้ยพันธบัตร และตลาดหุ้น ขณะเดียวกัน การขาดมาตรการที่ชัดเจนในการควบคุมเงินทุนไหลเข้า จำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง และ ธปท. จะต้องมีการติดตามเกี่ยวกับแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่จะเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น และออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้เงินบาทมีเสถียรภาพ หากจะผันผวนก็ให้น้อยที่สุด และสอดคล้องกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาค
ทั้งนี้ ดอกเบี้ยนโยบายซึ่ง กนง.ได้มีการปรับลดลงร้อยละ 0.25 ได้มีผู้ออกมาวิจารณ์มากแล้ว มีทั้งฝ่ายซึ่งเห็นด้วยว่าเป็นอัตราที่มีความเหมาะสม โดยให้เหตุผลว่าเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สามารถรับมือกับความเสี่ยงด้านความผันผวน อีกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่ผ่านมา ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ยมากนัก ขณะที่ฝ่ายซึ่งเห็นว่าเป็นอัตราที่ไม่เหมาะสม โดยให้เหตุผลว่าดอกเบี้ยลดน้อยไป ไม่ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการไร้เสถียรภาพทางการเงิน และจะทำให้เงินบาทมีความผันผวน เพราะยังมีเงินทุนไหลเข้ามาทำกำไร
สำหรับเรื่องนี้คงไม่สามารถชี้ว่าฝ่ายใดถูก หรือฝ่ายใดไม่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับว่าผู้วิจารณ์มองจากมุมใด แต่ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน เพราะนโยบายทางการเงินและการคลังต้องไปด้วยกัน เพียงแต่ว่ามองต่างกันได้ แต่ต้องคิดให้ตรงกันในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นส่วนรวม เท่านั้นเป็นพอ







