posttoday
ลดดอกเบี้ยกับการส่งออก

ลดดอกเบี้ยกับการส่งออก

03 มิถุนายน 2556

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้ว กนง. หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากร้อยละ 2.75 เหลือร้อยละ 2.5 เป็นไปตามคาด และไม่มีเซอร์ไพรส์

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้ว กนง. หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากร้อยละ 2.75 เหลือร้อยละ 2.5 เป็นไปตามคาด และไม่มีเซอร์ไพรส์

อันที่จริง กระแสลดดอกเบี้ยนโยบายช่วงนี้แผ่วลงไปมาก เพราะเงินบาทมีการอ่อนค่าไปมากแล้ว สาเหตุที่กระแสการกดดันอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้แผ่วลง เนื่องจากก่อนหน้านั้น เมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 28.40 บาท แข็งค่าไปถึงร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่แล้ว แถมการแข็งค่ายังสวนทางกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาค ทำให้กระทบไปถึงภาคการส่งออกในไตรมาสแรก ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 4.5 จึงเกิดเป็นกระแสกดดันว่าดอกเบี้ยของไทยสูง เป็นต้นเหตุให้เงินบาทแข็งค่า

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน พ.ค. เงินบาทกลับมีทิศทางอ่อนค่า จนในช่วงปลายเดือน พ.ค. อ่อนค่าอยู่ที่ 30.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการอ่อนค่ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค และใกล้เคียงกับอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงปลายปี 2555 อัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่ใช่ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกมากนัก

ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อผู้ส่งออกในช่วงนี้รวมทั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากภาคอุปสงค์ หรือความต้องการสินค้าซึ่งชะลอตัวลง โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักของไทย เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งสถานะทางเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี ดังนั้น การส่งออกในช่วงไตรมาส 2 อย่างเก่งก็คงมีมูลค่าไม่มากน้อยกว่าในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งยังคงต้องมาลุ้นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐในไตรมาส 3 จะสามารถฟื้นตัว จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด อาจยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE3) ได้เร็วกว่ากำหนด ซึ่งหากเศรษฐกิจของสหรัฐฟื้นตัว (ได้จริง) ก็จะส่งผลกระทบในทางบวก

กับการส่งออกของไทยดังนั้น การลดดอกเบี้ยเล็กน้อยก็คงจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินไม่มากนัก เพราะอย่างไรเสีย ดอกเบี้ยพันธบัตรของไทยก็ยังมีอัตราสูงกว่าหลายประเทศ ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนดึงดูดให้มีเงินไหลเข้า ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศก็คงไม่ขยับลดลง เนื่องจากความต้องการเงินยังมีมาก

จากการที่ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหลายภาคส่วน เห็นว่า โอกาสที่เงินบาทยังมีความผันผวนนั้นเป็นไปได้สูง เพราะปัจจัยของไทยเอื้อต่อการที่เงินทุนไหลเข้า หรือ Cash Inflow ยังไหลเข้ามาทำกำไรในระยะสั้นยังมีมาก โดยเฉพาะในดอกเบี้ยพันธบัตร และตลาดหุ้น ขณะเดียวกัน การขาดมาตรการที่ชัดเจนในการควบคุมเงินทุนไหลเข้า จำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง และ ธปท. จะต้องมีการติดตามเกี่ยวกับแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่จะเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น และออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้เงินบาทมีเสถียรภาพ หากจะผันผวนก็ให้น้อยที่สุด และสอดคล้องกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาค

ทั้งนี้ ดอกเบี้ยนโยบายซึ่ง กนง.ได้มีการปรับลดลงร้อยละ 0.25 ได้มีผู้ออกมาวิจารณ์มากแล้ว มีทั้งฝ่ายซึ่งเห็นด้วยว่าเป็นอัตราที่มีความเหมาะสม โดยให้เหตุผลว่าเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สามารถรับมือกับความเสี่ยงด้านความผันผวน อีกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่ผ่านมา ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ยมากนัก ขณะที่ฝ่ายซึ่งเห็นว่าเป็นอัตราที่ไม่เหมาะสม โดยให้เหตุผลว่าดอกเบี้ยลดน้อยไป ไม่ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการไร้เสถียรภาพทางการเงิน และจะทำให้เงินบาทมีความผันผวน เพราะยังมีเงินทุนไหลเข้ามาทำกำไร

สำหรับเรื่องนี้คงไม่สามารถชี้ว่าฝ่ายใดถูก หรือฝ่ายใดไม่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับว่าผู้วิจารณ์มองจากมุมใด แต่ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน เพราะนโยบายทางการเงินและการคลังต้องไปด้วยกัน เพียงแต่ว่ามองต่างกันได้ แต่ต้องคิดให้ตรงกันในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นส่วนรวม เท่านั้นเป็นพอ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ