
ค่าเงินป่วนตามตลาดคาดการณืเฟดหั่น QE เร็วๆนี้
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.00-30.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังเป็นกรอบที่อยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า แต่ถือว่าไม่ใช่แต่เพียงเงินบาทสกุลเดียวเท่านั้นที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงช่วงนี้ แต่กลับเป็นสกุลเงินเอเชียโดยรวมที่ได้รับแรงกดดันจากตลาด ตามความกังวลของนักลงทุนเรื่องการชะลอมาตรการ QE ของเฟด ทำให้เริ่มเห็นการถอนเงินของนักลงทุนต่างชาติในสินทรัพย์เอเชีย ประกอบกับปัจจัยในประเทศเองที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 2.50% ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.00-30.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังเป็นกรอบที่อยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า แต่ถือว่าไม่ใช่แต่เพียงเงินบาทสกุลเดียวเท่านั้นที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงช่วงนี้ แต่กลับเป็นสกุลเงินเอเชียโดยรวมที่ได้รับแรงกดดันจากตลาด ตามความกังวลของนักลงทุนเรื่องการชะลอมาตรการ QE ของเฟด ทำให้เริ่มเห็นการถอนเงินของนักลงทุนต่างชาติในสินทรัพย์เอเชีย ประกอบกับปัจจัยในประเทศเองที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 2.50% ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา
เรามองว่านักลงทุนควรจับตามองข้อมูลเศรษฐกิจจากสหรัฐอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ เนื่องจากตลาดการเงินจะมีความผันผวนอย่างมากต่อการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐที่จะประกาศในวันศุกร์ เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญที่ทางเฟดจับตามองและใช้ในการประเมินเรื่องแนวทางของนโยบายการเงินสหรัฐในระยะต่อไป นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลอื่นๆ ที่ต้องให้ความสนใจ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในภาคการผลิต ทั้งจากจีน ยูโรโซน และสหรัฐ รวมถึงการประชุมนโยบายการเงินจากธนาคารกลางหลายประเทศ (ยูโรโซน อังกฤษ และออสเตรเลีย) ขณะที่สำหรับประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ สำหรับเดือน พ.ค.
สำหรับอัตราดอกเบี้ยในประเทศ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเฉลี่ยของธนาคารขนาดใหญ่ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน โดยระยะ 1 ปี อยู่ที่ 2.32% และ 2 ปี อยู่ที่ 2.60% ถึงแม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงช่วงกลางสัปดาห์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ปรับลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ 2.69% จาก 2.71% ในสัปดาห์ก่อน
ด้านหุ้นกู้เอกชนในตลาดแรกมีการเสนอขายประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท คละกันทั้งในกลุ่มลิสซิ่ง อสังหาริมทรัพย์ และปิโตรเลียม อายุ 15 ปี ซึ่งเน้นขายนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ รวมถึงพันธบัตรของรัฐบาลลาวอายุ 3 ปี อัตราผลตอบแทน 4.5% ขณะที่ในตลาดรอง หุ้นกู้ที่มีปริมาณการซื้อขายมากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเป็นกลุ่มหุ้นกู้ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี โดยกลุ่มหุ้นกู้อายุไม่เกิน 3 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือ AAA อัตราผลตอบแทนระหว่าง 2.62-2.64% ซื้อขายปรับตัวลดลง 23 bps และอีกกลุ่มคือหุ้นกู้อายุประมาณ 1 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ AA อัตราผลตอบแทนประมาณ 2.78% ซื้อขายปรับลดลง 25 bps จากสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในขณะที่หุ้นกู้ที่มีอายุคงเหลือประมาณ 7 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A+ กลับมีอัตราผลตอบแทนประมาณ 3.87% ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 510 bps ตามแรงขายพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวหลังความกังวลการลดมาตรการ QE ของตลาด
ค่าเงินบาท ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตลาดที่ระดับ 29.94 บาท/เหรียญสหรัฐ ปิดที่ระดับ 30.25 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยเคลื่อนไหวในแนวโน้มอ่อนค่าตลอดสัปดาห์
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.2925 และเคลื่อนไหวด้วยความผันผวนตลอดสัปดาห์ ตามปัจจัยจากสหรัฐเป็นสำคัญ อ่อนค่าสุดที่ 1.2837 หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสูงกว่าระดับทางเทคนิคสำคัญที่ 2% ตามแรงขายของนักลงทุนที่คาดว่าเฟดจะลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ลง กดดันให้มีการขายทำกำไรและนักลงทุนหันกลับไปถือเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มมากขึ้น วันศุกร์ ยูโร/เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 1.2992
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 101.30 และเคลื่อนไหวอย่างผันผวน จากการคาดการณ์ว่าเฟดจะลดขนาดมาตรการ QE ประกอบกับตลาดสูญเสียความมั่นใจต่อการทำนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่นจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและผันผวน ทำให้เห็นแรงเทขายทำกำไรในตลาดหุ้น NIKKEI ก่อนปิดในวันศุกร์ ที่ระดับ 100.50 เยน/เหรียญสหรัฐ







