
เงินต่างชาติทะลักเข้าเม.ย.ทะลุ1.25แสนล.
ธปท.ชี้ เม.ย.เงินต่างชาติไหลเข้า 1.25 แสนล้านบาท แห่ลงทุนตราสารหนี้รัฐ
ธปท.ชี้ เม.ย.เงินต่างชาติไหลเข้า 1.25 แสนล้านบาท แห่ลงทุนตราสารหนี้รัฐ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายล่าสุดในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาว่า มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 4,166 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.25 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันเฉลี่ยที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนหน้าที่มีเงินไหลออกสุทธิ 508 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.52 หมื่นล้านบาท จากการเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะตราสารหนี้ภาครัฐของนักลงทุนต่างประเทศ และการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) รวมถึงมีการกู้ยืมเงินระยะสั้นจากต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ เพื่อบริหารสภาพคล่องในธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยก็ยังมีการออกไปลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง และการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ต่างประเทศระยะยาว
ทั้งนี้ เงินทุนเคลื่อนที่ในด้านสินทรัพย์มีเงินไหลเข้าสุทธิ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการรับชำระคืนสินเชื่อการค้าของผู้ส่งออกเป็นสำคัญ ส่วนด้านหนี้สินมีรายละเอียดแบ่งเป็น เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ 1,618 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.85 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะการเข้ามาลงทุนในธุรกิจประกันภัย
ด้านเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ พบว่า ไหลออกไป 44 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,320 ล้านบาท เงินกู้ยืม 1,869 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.61 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อบริหารสภาพคล่องในธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ และเงินลงทุนอื่นๆ ไหลเข้ามา 721 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.16 หมื่นล้านบาท
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ถึงแม้เงินทุนไหลเข้าในเดือน เม.ย.จะไหลเข้าสุทธิมาเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันจากข้อมูลเบื้องต้นที่ ธปท.เห็นก็พบว่าได้ชะลอตัวลงแล้ว แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้ว่าทิศทางเงินบาทจะอ่อนค่าลง ธปท.ยังต้องติดตามในระยะยาวต่อไป ซึ่ง ธปท.คาดว่าการอ่อนค่าลงของเงินบาทไม่น่าจะมีต่อเนื่องนานๆ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ระดับ 30.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาที่เคยแข็งค่าแตะระดับ 29.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จนภาคธุรกิจยื่นข้อเรียกร้องให้ ธปท.ช่วยเหลือและดูแลไม่ให้ผันผวนมากเกินไป เพราะเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ







