เลี้ยงไก่กระทง...ไม่หลงทาง
ตัก ตั่ก ตั้ก กระต้าก เสียงไก่นับหมื่นตัว ต่างส่งเสียงร้องต้อนรับ เมื่อเห็น ปรีชา มาเกษตร เจ้าของฟาร์มไก่กระทงแห่งสุวัฒน์ฟาร์ม ใน ต.ตะเคียนลาด อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี
ตัก ตั่ก ตั้ก กระต้าก เสียงไก่นับหมื่นตัว ต่างส่งเสียงร้องต้อนรับ เมื่อเห็น ปรีชา มาเกษตร เจ้าของฟาร์มไก่กระทงแห่งสุวัฒน์ฟาร์ม ใน ต.ตะเคียนลาด อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี
ฟารม์เลี้ยงไก่เนื้อแห่งนี้ ประสบความสำเร็จสร้างรายได้อย่างยั่งยืน หลังเข้าร่วมกับโครงการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรรายย่อย ด้วยการเลี้ยงไก่เนื้อแบบประกันรายได้ (Contract Farming) กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ
อลงกรณ์ วารีรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร เล่าว่า โครงการ Contract Farming คือ โครงการประกันรายได้ให้เกษตร โดยแบ่งงานกันทำระหว่างบริษัทกับเกษตรกร เริ่มตั้งแต่เกษตรกรเองต้องลงทุนสร้างโรงเรือนเอง บริษัทจะเป็นผู้ดูแล นำพันธุ์สัตว์ และอาหาร รวมทั้งสัตวแพทย์สัตวบาลมาให้คำแนะนำกับเกษตรกรผู้เลี้ยง
รับรองว่า เมื่อทุกอย่างเข้าสู่ระบบ เกษตรกรจะมีรายได้ที่มั่นคงแน่นอน โดยซีพีเอฟจะเข้ามาดูแล ตั้งแต่จัดหาสายพันธุ์ไปจนถึงกลไกการตลาด ที่ชาวเกษตรกรทั่วๆ ไปมักประสบปัญหา
และเมื่อเกษตรกรตัดสินใจร่วมโครงการก็มั่นใจได้ว่า ไม่มีการสูญเปล่าอย่างแน่นอน เกษตรกรจะมีรายได้มั่นคง และได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม รวมทั้งมีโบนัสในการเลี้ยงเพิ่มอีกด้วย หากเกษตรกรเลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุวัฒน์ฟาร์ม ฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อที่เข้าร่วมโครงการนี้มานานถึง 10 ปี คุณปรีชา มาเกษตร เจ้าของสุวัฒน์ฟาร์ม เล่าว่า ครอบครัวเล็งเห็นประโยชน์ของการทำ Contract Farming กับซีพีเอฟ เพราะที่ผ่านมาการเลี้ยงไก่เนื้อให้ประสบความสำเร็จ นอกจากจะได้ไก่สายพันธุ์ที่ดีแล้ว ไก่ที่เลี้ยงยังโตเร็วสามารถส่งขายได้เร็วขึ้น
ปรีชาบอกถึงสูตรความสำเร็จในการเลี้ยงไก่เนื้อกับระบบ Contract Farming ว่า บริษัทจะจัดหาพันธุ์สัตว์ อาหาร รวมทั้งการดูแลมาส่งเสริมให้ จากเดิมที่เคยเลี้ยงไก่ 40-45 วันจึงจะจับขายได้ ก็เปลี่ยนมาเลี้ยงเพียง 30-32 วัน ก็สามารถจับขายได้แล้ว
เมื่อระยะเวลาการเลี้ยงสั้นขึ้น ทำให้มีรายได้เร็วขึ้น ปัจจุบันนี้เลี้ยงไก่กระทงทั้งหมด 2 โรงเรือน โรงเรือนละ 1.2 หมื่นตัว รายได้จากการเลี้ยง 2 โรงเรือน เฉลี่ยโรงเรือนหนึ่งจะอยู่ที่ 9 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาทต่อการจับ 1 ครั้ง ปีหนึ่งก็จับไก่ขายได้ประมาณ 6 ครั้ง ผลตอบแทนที่ได้ก็พอใจ ใช้เวลา 7-8 ปี ก็คืนทุนได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม มีหลายคนสงสัยว่า ทำไมไก่ที่ฟาร์มแห่งนี้ถึงโตเร็ว และจับขายได้กว่าปกติ ปรีชาเล่าว่า ก็เพราะได้ของดีๆ ทั้งสายพันธุ์ อาหาร การเลี้ยงดู รวมทั้งมีโรงเรือนระบบปิด หรืออีแวปที่ดี ก็ทำให้ไก่โตเร็วได้อย่างง่ายดาย ทางฟาร์มไม่มีการใส่สารเร่งโต หรือสารเคมีตามที่หลายๆ คนเข้าใจ
เรื่องนี้ นสพ.สถาพร สุทธิลักษณ์ สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก ประจำภาคกลางตะวันออก ซีพีเอฟ สัตวแพทย์ผู้ดูแลสุวัฒน์ฟาร์ม เล่าว่า การที่ไก่เจริญเติบโตเร็วกว่าปกตินั้น มาจาก 5 ปัจจัย
1.สายพันธุ์ ที่ซีพีเอฟมีการพัฒนาสายพันธุ์และคัดเลือกสายพันธุ์ไก่เนื้อที่โตเร็วแข็งแรง ต้านทานโรค ทำให้มีไก่สายพันธุ์ที่ดี
2.อาหารสัตว์ ซีพีเอฟมีการคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพและปลอดภัย โดยมีนักวิชาการโภชนาการ คิดค้นพัฒนาอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพในแต่ละช่วงวัย
3.การปรับเปลี่ยนโรงเรือน การเลี้ยงให้มีพัฒนามากขึ้น โดยมองว่า หากไก่อยู่สบายก็โตเร็ว เหมือนกับคน เมื่ออยู่สบายก็สามารถกินอิ่ม นอนหลับ สบายกายและใจ เราจึงนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับไก่
4.การจัดการดูแลที่ดี มีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุมดูแลปรับสภาพแวดล้อมให้ไก่ได้อยู่สบาย และมีสัตวแพทย์ที่มีความรู้และประสบการณ์เข้ามาดูแลเรื่องยา วัคซีน และอาการป่วยของไก่
และ 5.ระบบป้องกันโรค ซีพีเอฟมีการนำระบบและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยดูแล ทำให้สามารถป้องกันโรคระบาดได้อย่างดี โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนก
หัวใจสำคัญ 5 ข้อนี้ ทำให้ไก่เนื้อของเกษตรกรโตเร็ว และสามารถจับส่งขายได้เร็วมากกว่าไก่สายพันธุ์อื่น โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยฮอร์โมน หรือสารเร่งใดๆ
สำหรับข้อกังขาที่หลายคนสงสัยว่ากินไก่แล้วจะทำให้เด็กโตเร็วกว่าปกติ นสพ.สถาพร ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับการกินไก่แน่นอน ปัจจุบันมีการพัฒนาทั้งระบบสาธารณสุขและอนามัยต่างๆ เด็กได้กินอาหารสมบูรณ์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ก็ทำให้เด็กเติบโตได้เร็ว ไม่เกี่ยวกับการกินไก่ตามที่หลายคนเข้าใจผิด การกินไก่กลับเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่าเพราะมีโปรตีนรองจากเนื้อปลา
และนี่ก็เป็นคำยืนยันจากสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก ประจำภาคกลางตะวันออก ซีพีเอฟ ผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลไก่เนื้อของสุวัฒน์ฟาร์ม คงจะทำให้ผู้บริโภคเนื้อไก่หลายคนคลายความสงสัย และรับประทานไก่ได้อย่างปลอดภัย
การเลี้ยงไก่เนื้อในระบบ Contract Farming มีแต่ข้อดีช่วยให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ แต่การทำการเกษตรไม่ว่าจะเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกผัก หัวใจสำคัญต้องมีใจรัก และมีระเบียบวินัยที่ดีต่อการดูแลผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แม้ว่าบริษัทจะเข้ามาช่วยดูแล เกษตรกรก็ต้องเอาใจใส่ เพื่อนำพาไปสู่ความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนตลอดไป


