
จับตาชิงทีวีช่องเด็กธุรกิจลังเลต้นทุนสูง
แห่ชิงทีวีดิจิตอลช่องเด็ก กสท.วอนสังคมจับตา ผู้ประกอบการหวั่นโฆษณาไม่เข้า
แห่ชิงทีวีดิจิตอลช่องเด็ก กสท.วอนสังคมจับตา ผู้ประกอบการหวั่นโฆษณาไม่เข้า
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า การประมูลช่องทีวีดิจิตอล ในประเภทรายการเด็กจำนวน 3 ช่อง เชื่อว่าจะแข่งขันกันสูงมาก เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูล โดยเบื้องต้นมีเกือบ 10 รายแล้ว
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ หลังจากเปิดให้บริการทีวีดิจิตอลช่องเด็กแล้ว ผู้ประกอบการอาจนำเสนอเนื้อหารายการหรือสื่อโฆษณาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน ประกอบกับแนวทางการดูแลของ กสท.ในเวลานี้จะอาศัยกระบวนการร้องเรียนเป็นหลัก จึงอยากขอให้ภาคประชาสังคมช่วยกันทำหน้าที่สอดส่องดูแลอย่างเข้มงวด
นายมานพ โตการค้า ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอพีเอ็ม ทีวี (ไอพีเอ็ม) กล่าวว่า ปัญหาของการทำช่องรายการเด็กในทีวีดิจิตอล คือ จำนวนผู้รับชม และการอยู่รอดของช่องรายการจากรายได้ค่าโฆษณา เพราะปัจจุบันช่องรายการเด็กที่ให้บริการอยู่ในช่องของไอพีเอ็มจำนวน 6 ช่องรายการ ต่างไม่สามารถหารายได้ได้ด้วยตนเองเลย ต้องอาศัยรายได้เฉลี่ยจากช่องรายการอื่นเพื่อความอยู่รอด
นอกจากนี้ ในด้านเนื้อหารายการหากเน้นที่เป็นรายการที่มีสาระดีๆ มากเกินไป อาจยากที่จะมีผู้รับชม ซึ่งจากการวัดเรตติงของไอพีเอ็มที่ผ่านมา ช่องรายการเด็กที่มีผู้รับชมมากที่สุดคือ รายการการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีเนื้อหาแสดงพฤติกรรมความรุนแรง
“หลังหารือร่วมผู้ประกอบการรายการเด็ก พบว่า หลายรายเริ่มท้อกับการประมูลช่องเด็ก ทั้งมูลค่าการประมูล และประสบการณ์ของผู้ประกอบการ อีกทั้งจากการหารือกับผู้ประกอบการร่วม 30 ราย ยังเห็นตรงกันว่าช่องรายการเด็กหารายได้ได้น้อย และมีโอกาสประสบความสำเร็จค่อนข้างยาก จึงกังวลว่าจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่” นายมานพ กล่าว
ทั้งนี้ ความเห็นส่วนตัวมองว่าการประมูลทีวีดิจิตอลไม่ควรเอาช่องรายการเด็กมาประมูล แต่มีความคิดเห็นว่าควรนำไปจัดอยู่ในประเภทเดียวกับประเภทช่องรายการสาธารณะ เพราะหารายได้ได้น้อย และถ้ามีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง จะทำให้วัตถุประสงค์ของช่องรายการเด็กเปลี่ยนไป
สำหรับไอพีเอ็ม ทีวี เบื้องต้นเตรียมเงินทุนสำหรับประมูลทีวีดิจิตอลไว้ 500 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเข้าประมูลช่องใดระหว่าง ช่องเด็ก หรือ ช่องวาไรตีโดยปัจจัยในการตัดสินใจจะอยู่ที่ ราคาตั้งต้นการประมูล เม็ดเงินที่จ่ายให้ผู้ให้บริการโครงข่าย ต้นทุนที่ใช้ในการผลิตหรือลิขสิทธิ์รายการต่างๆ ที่นำมาเผยแพร่ และส่วนแบ่งรายได้







