
ปั้นเศษวัสดุเป็นสินค้าโอท็อป
ใครจะคิดว่าจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่ไม่เป็นที่ต้องการของชุมชนจะกลายมาเป็นสินค้าโอท็อปติดดาวขึ้นชื่อของชุมชนบ้านเรียงแถวใต้ จ.อุบลราชธานี ได้
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ใครจะคิดว่าจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่ไม่เป็นที่ต้องการของชุมชนจะกลายมาเป็นสินค้าโอท็อปติดดาวขึ้นชื่อของชุมชนบ้านเรียงแถวใต้ จ.อุบลราชธานี ได้
จริยาภรณ์ อุ่นวงษ์ หัวหน้าโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุเหลือใช้จากผลิตภัณฑ์ชุมชน เล่าว่า ด้วยความที่ชุมชนบ้านเรียงแถวใต้ จ.อุบลราชธานี มีการตั้งกลุ่มอาชีพเฟอร์นิเจอร์ซากไม้ ซึ่งจากกระบวนการขึ้นรูปทำให้มีขี้เลื่อย เศษไม้ และท่อนไม้ที่มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอนในปริมาณมาก ปล่อยทิ้งไว้เป็นขยะของชุมชน
จุดเริ่มต้นนี้เอง จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการหาทางลดปริมาณขยะเหลือใช้เหล่านี้ให้เกิดมูลค่าขึ้น ดังนั้นจึงมีการนำวัสดุเหลือใช้มาแปรรูปเป็นเชื้อไฟ (ขี้ไต้) แล้วผสมสมุนไพรไทยเข้าไปเพื่อเพิ่มมูลค่า
“ถือว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับขี้เลื่อยที่เหลือทิ้งให้กลับมามีค่า บวกกับความชำนาญในการทำขนมของกลุ่มขนมไทย แพ็กเกจที่ออกมาจึงคล้ายทอฟฟี่หรือขนมเทียน สร้างความเด่นให้สินค้าได้อีกทาง” จริยาภรณ์ กล่าว
ปัจจุบันภายในชุมชนมีเศษขี้เลื่อยที่เหลือจากการทำเฟอร์นิเจอร์เฉลี่ยมากถึงเดือนละ 30 ตัน และยังมีเศษกะลามะพร้าวของเหลือจากการผลิตขนมหวานมากกว่า 100 ชิ้นต่อวัน และยิ่งช่วงเทศกาลเดือนนั้นจะมีมากถึง 10 ตันทีเดียว จึงมากพอที่จะนำมาต่อยอดได้
นอกจากนี้ ยังมีการผสมสมุนไพรตากแห้ง เช่น ตะไคร้หอม มะนาว หรือใบมะกรูดตากแห้งเข้าไปด้วย ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นเชื้อไฟแล้ว ยังสามารถกันยุงได้ด้วย เพราะกลิ่นสมุนไพรที่ออกมา
ที่สำคัญ เขม่าควันไฟที่ออกมาจะไม่ทำให้ก้นหม้อดำ หรือมีกลิ่นเหม็นเหมือนแต่ก่อนที่ใช้เศษยางในรถจักรยานยนต์หรือรองเท้าแตะเป็นเชื้อไฟ
สำหรับส่วนประกอบในการผสมทำเชื้อไฟนั้น ก็มาจากขี้เลื่อย 1 กิโลกรัม ต้นทุนอยู่ที่ 0.50 บาท น้ำมันยาง 100 ซีซี ต้นทุนอยู่ที่ 8 บาท ตะกอนน้ำมันยางครึ่งกิโลกรัม ราคา 10 บาท สามารถปั้นก้อนเชื้อไฟได้ 500 ชิ้น
เมื่อนำมาแพ็กใส่ตะกร้าสาน (ต้นทุนตะกร้าสานอยู่ที่ใบละ 6 บาท) บรรจุเชื้อไฟตะกร้าละ 40 ชิ้น จำหน่ายในราคา 20 บาท
นอกจากจะจำหน่ายให้กับกลุ่มขนมไทยและชาวบ้านในชุมชนแล้ว ยังสามารถนำมาวางขายเป็นของฝาก ของที่ระลึกของชุมชน สร้างรายได้เสริมให้ชุมชนบ้านเรียงแถวใต้ได้อีกทาง







