
ศึก 3 เส้า ธปท.คลังสศช.
ขณะนี้ศึก 2 เส้า กำลังจะกลายเป็นศึก 3 เส้า ขององค์กรที่ดูแลในเรื่องเศรษฐกิจมหภาคของชาติ ผู้รับผิดชอบเสถียรภาพการเงินโดยตรง
ขณะนี้ศึก 2 เส้า กำลังจะกลายเป็นศึก 3 เส้า ขององค์กรที่ดูแลในเรื่องเศรษฐกิจมหภาคของชาติ ผู้รับผิดชอบเสถียรภาพการเงินโดยตรง คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ถือเป็นแม่บ้านด้านเศรษฐกิจการเงินของประเทศ ส่วนผู้พ่อที่จะต้องพัฒนา ต้องใช้เงิน และหาเงินเข้าบ้าน ก็คือ กระทรวงการคลัง ที่ทำหน้าที่ทั้งเก็บภาษี รวมทั้งกู้เงินมาพัฒนาประเทศ และมีหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจเติบโต
ขณะนี้ก็มีความเห็นที่แตกต่าง แต่ไม่ได้ขัดแย้งกันอยู่ 2-3 เรื่อง เรื่องแรก คือ “การลดดอกเบี้ยนโยบาย” ซึ่งที่จริงควรจะเรียกว่าดอกเบี้ยการเมืองเสียมากกว่า และเรื่องที่ 2 คือ “ค่าเงินบาทที่ต้องทำให้อ่อน”
ความเห็นต่างของพ่อและแม่ของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งคู่ควรมานั่งคุยกันแบบพบกันครึ่งทาง แม่หรือ ธปท. ควรจะยอมลดดอกเบี้ยให้พ่อหรือกระทรวงการคลังสักหน่อย ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนของบาทก็ต้องให้ลอยตัวพอสมควร มิใช่เอาเงินมาถมสู้กับโซรอส เหมือนเช่นในอดีต
ขณะที่มีตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว คือ พี่ใหญ่ หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ที่โดดเข้ามาเล่นเรื่องตัวเลขด้วย และดูเหมือนว่าพี่ใหญ่จะเข้าข้างพ่อ โดยการออกมาบอกว่า เศรษฐกิจของชาติโตถอยหลัง GDP ดูเหมือนจะลดลง ส่งออกก็ลดลงด้วย ดังนั้นน่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงไม่ให้เงินบาทแข็ง จะได้ส่งออกดี ก็เป็นอันเข้าทางพ่อ
จะเอาอย่างไรดี? ประชาชนและนักธุรกิจกำลังมึนว่าจะทะเลาะกันไปทำไม ทั้งพ่อ แม่ และยังมีพี่ชายใหญ่อีก ทั้งที่เศรษฐกิจโดยภาพรวมอยู่ในช่วงขาขึ้น “คนไทยรวยมากขึ้น มีเงินมากขึ้น” ขณะที่ทุกรัฐบาลกำลังกระตุ้นเศรษฐกิจกันทั่วโลก ปั๊มเงินเข้าสู่ตลาดจนทำให้เศรษฐกิจจะระเบิดหรือเปล่าต้องคอยดู
หันมาดูที่อสังหาริมทรัพย์ ทำไมต้องสนใจ ธปท. คลัง และ สศช.ด้วย ก็เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้เงินมาก กู้มาก กู้เงินจากต่างประเทศมากขึ้น ทั้งพันธบัตร ทั้งพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ สถาบันการเงินต่างชาติเข้ามาซื้อและลงทุนในภาคหุ้นของเราเต็มไปหมด ถ้าผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะรายใหญ่ถ้าไม่สนใจเศรษฐกิจมหภาคด้วยก็จะเหมือนกับปี 2540 คือ “ตกหลุมการเงิน” จนหมดตัวไปตามกัน
ขณะเดียวกันโอกาสก็กำลังมา คือ “เร่งออกต่างประเทศ” จากเออีซี เราจะออกไปประเทศข้างเคียงถูกมาก กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเมื่อเงินบาทแข็งก็ไปซื้อบริษัทในต่างประเทศได้ถูก จึงมีนักธุรกิจบางกลุ่ม เช่น เบียร์ช้าง ออกไปซื้อบริษัทกระจายสินค้าระดับโลก อีกกลุ่มกำลังอาจหาญไปซื้อหุ้นยักษ์ใหญ่สิงคโปร์ คือ เทมาเซก
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยจะไปร่วมทุน ลงทุนต่างประเทศบ้าง ในภาวะที่ค่าบาทแข็ง ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางและเล็ก หรือกลุ่มเอสเอ็มอี จะได้ประโยชน์ไม่มากจากค่าเงิน เพราะเป็นการก่อสร้างในประเทศ ถ้าในประเทศขายสินค้าในประเทศให้คนในประเทศ เงินบาทแข็ง ดอกเบี้ยต่ำก็ไม่ได้อะไรมาก โดยเฉพาะดอกเบี้ยต่ำ แต่พอธนาคารพาณิชย์นำมาปล่อยสินเชื่อโครงการ ดอกเบี้ยก็มิได้ลดลงมากนัก เพราะเรากู้ระยะยาว 3 ปี ดอกเบี้ยนโยบายขยับทุกไตรมาสเป็นระยะสั้น
ท้ายสุด คือ “อย่าทะเลาะกันระหว่าง 2-3 เส้าเลย” และ “อย่าเร่งเศรษฐกิจให้โตเร็ว โตแรง เกินไปเลย” จีดีพี 4-5% ถือว่าโตมากแล้ว ขอให้โตอย่างยั่งยืนระยะยาวต่อเนื่อง 10 ปีจะได้ไหม คงไม่มีใครอยากให้โต 10-12% แล้วตกทุก 3 ปี จะวางแผนธุรกิจไม่ได้ ดูแค่ แมสทรานสิท กว่าจะคืนทุนร่วม 30 ปี ควรมองระยะยาวมากขึ้น
ยิ่งเปิดเออีซียิ่งน่ากลัว ต่างชาติเข้ามาปั่นหุ้นง่ายขึ้น เงินก็มาก ข้อมูลก็เพียบมีทั่วโลก หุ้นประเทศไทยเป็นบ่อนเล็กๆ ปั่นง่าย ถ้าไม่คุมให้ดี ก็จะเป็น “หลุมเศรษฐกิจการเงิน” ให้ลูกหลานมีปัญหากันอีก พวกเราต้องจับตาดูให้ใกล้ชิด ตัวเลขมหภาคสำคัญพอๆ กับตัวเลขสินเชื่อโครงการครับ







