
จีนจับมือไทย-อาเซียนเปลี่ยนขั้วศูนย์ยางพาราโลก
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ในเดือน ก.ค.นี้ ตลาดค้ายางพาราของโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อโครงการ Rubber Valley เมืองชิงเต่า มณฑลชานตง ประเทศจีน จะเปิดตลาดกลางซื้อขายยางพารา
เดิมที การซื้อขายยางพาราที่มีอิทธิพลต่อราคายางในตลาดโลก ก็คือตลาด TOCOM หรือ Tokyo Commodity Exchange ของประเทศญี่ปุ่น
แต่ทว่า ตลาด TOCOM เป็นตลาดซื้อขายล่วงหน้า ไม่มีการส่งมอบสินค้าจริง ทำให้เกิดการเข้ามาเก็งกำไร ไม่ต่างจากการเก็งกำไรหุ้น ทองคำ น้ำมัน หรือสินค้าอื่นๆ
จาง เหยียน (Zhang Yan) ผู้จัดการใหญ่ Rubber Valley ให้สัมภาษณ์ว่า ตลาดกลางซื้อขายยางพารา Rubber Valley Natural Exchange ที่จะเปิดในเดือน ก.ค.นี้ จะแตกต่างจากตลาด TOCOM อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากจะเป็นตลาดที่มีการส่งมอบจริงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา
พื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการเปิดตลาดกลางยางพาราแห่งใหม่ เนื่องจากจีนเป็นผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ของโลก แต่ละปีมีความต้องการใช้ถึง 3.7 ล้านตัน ต้องนำเข้าถึง 2.1 ล้านตัน 50% นำเข้าจากประเทศไทย โดยมีเมืองชิงเต่าเป็นศูนย์กลางยางพาราของจีน
เมืองชิงเต่า โดยการสนับสนุนของมณฑลชานตงและรัฐบาลจีน จึงจัดทำโครงการ
Rubber Valley พื้นที่ 1,200 ไร่ มีพื้นที่สำนักงานกว่า 4 ล้านตารางเมตร เพื่อให้กลายเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก คล้ายๆ ซิลิคอน วัลเลย์ ที่เป็นศูนย์กลางด้านไอทีของสหรัฐอเมริกา
Rubber Valley จะมีบริการทุกรูปแบบที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งในด้านการวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ โดยมีห้องทดลองระดับประเทศ 6 แห่ง สถาบันวิจัยต่างๆ 40 แห่ง หน่วยงานภาครัฐจีน องค์กรวิจัยและสมาคมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ศูนย์วิจัยและห้องปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเทคโนโลยียางพารา หอแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ยางพารา และพิพิธภัณฑ์ยางพารา รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับยางพารามาเปิดสำนักงานในโครงการแล้ว 150 บริษัททั่วโลก โดยได้สิทธิลดหย่อนภาษี
ตลาดกลางซื้อขายยางพารา ที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.ค. ก็เป็นก้าวสำคัญของโครงการ Rubber Valley เพื่อสร้างตลาดซื้อขายยางพาราแห่งใหม่ที่ราคามีเสถียรภาพ เป็นตลาดของผู้ซื้อ ผู้ขาย ที่แท้จริง
ตลาดซื้อขายที่เปิดทำการทุกวัน โดยมีโบรกเกอร์ที่ได้มาตรฐานมาเป็นตัวกลางในการซื้อขาย มีระบบ One Stop Service นำอีคอมเมิร์ซมาปรับใช้ให้กับผู้ลงทุน ไม่ว่าจะในเรื่องการเปิดบัญชีซื้อขาย คลังสินค้า จนถึงด้านการขนส่ง เชื่อมโยงกับธนาคารในจีน และนำเสนอข้อมูลให้กับสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน และสำนักข่าวซินหัวเพื่อนำเผยแพร่ต่อไป
โครงการ Rubber Valley จึงให้ความสนใจ ขยายความร่วมมือกับประเทศไทย ในฐานะผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ และจากการแนะนำของพินิจ จารุสมบัติ นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน ก็จะขยายความร่วมมือไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม มาเลเซีย เพื่อสร้างเขตยางพาราของอาเซียน รวมถึงผลักดันโครงการเศรษฐกิจ การค้าวัฒนธรรมอาเซียน จีน คู่ขนานกันไป
ล่าสุด ในด้านการค้นคว้าและวิจัย ได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชิงเต่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ Rubber Valley ที่จะสนับสนุนในทุกมิติเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยางพารา
ทั้งหมดคือการขยับก้าวครั้งสำคัญของประเทศจีนในด้านยางพารา
และจะทำให้ศูนย์กลางธุรกิจค้ายางของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง







