
คุมเข้มนโยบายสิ่งแวดล้อมก่อนไทยเป้น "ฮับมลพิษ"
“โลจิสติกส์” และ “ท่องเที่ยว” คือ 2 ด้านหลักๆ ที่ไทยประกาศอย่างชัดเจนว่าต้องการจะเป็น “ศูนย์กลางของภูมิภาค”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“โลจิสติกส์” และ “ท่องเที่ยว” คือ 2 ด้านหลักๆ ที่ไทยประกาศอย่างชัดเจนว่าต้องการจะเป็น “ศูนย์กลางของภูมิภาค” แต่เส้นทางการเติบโตสู่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการขยายตัวของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อาจต้องแลกด้วยผลกระทบเชิงลบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมของไทย
วิจารย์ สิมาฉายา รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของไทยจำเป็นต้องเข้มข้นขึ้นในทุกด้านเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน เริ่มจากภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่ 1.กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ชัดเจน 2.สนับสนุนนโยบายพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมนิเวศ (Eco Industrial Town) 3.กำหนดพื้นที่สีเขียวเป็นแนวกันชนโดยรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
4.ฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีปัญหามลพิษ 5.ปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อสุขภาพ (อีเอชไอเอ) และ 6.สนับสนุนให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามมาตรฐานสากล
ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบภาคอุตสาหกรรม เริ่มจากจัดทำฐานข้อมูลด้านมลพิษระดับพื้นที่และให้มีการเปิดเผยและเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ออกกฎระเบียบเพิ่มเติมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาและนำระบบการรายงานผลการตรวจวัดมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
“เราอาจต้องนำระบบตรวจสอบมลพิษแบบอัตโนมัติที่เคยใช้เฉพาะกับโรงไฟฟ้า มาใช้กับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปด้วย เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น โดยอาจให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนติดตั้งเครื่องตรวจ”
นอกจากนี้ สารเคมีและของเสียอันตรายในภาคอุตสาหกรรม ก็มีแนวโน้มจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น จึงต้องกำกับดูแล จัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ และบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตราย สร้างกลไกการเรียกคืนและการจัดการซากบรรจุภัณฑ์ที่เป็นของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม
ด้านการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) กระทรวงกำลังปรับปรุงขั้นตอนให้เกิดความรวดเร็วขึ้น ทั้งการขออนุมัติ การออกใบอนุญาต ขณะเดียวกันจะกำหนดให้โครงการขนาดใหญ่ต้องพิจารณาประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค ผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามแดน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากขึ้น และในอนาคตอาจหารือกับที่ประชุมอาเซียนในการปรับปรุงระบบอีไอเอทั่วทั้งภูมิภาคให้เป็นมาตรฐานเดียว และเพิ่มการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามแดนด้วย
สำหรับด้านโลจิสติกส์นั้น วิจารย์ เชื่อว่า สถานการณ์มลพิษน่าจะดีขึ้น เมื่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเสร็จสิ้นในปี 2563 เพราะมีการใช้รถยนต์เพื่อการขนส่งลดลง มลพิษจากรถยนต์จึงลดตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องใช้มาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ควบคู่ไปด้วย อนาคตอาจกำหนดให้รถยนต์ทุกคันที่ผ่านเข้ามาในประเทศไทยต้องถูกตรวจสภาพความปลอดภัย และปริมาณการปล่อยมลพิษ เครื่องยนต์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานยูโร 3 หรือยูโร 4 หากไม่ถึงก็ต้องเปลี่ยนรถยนต์ระหว่างที่มีการขนส่งสินค้าวิ่งผ่านประเทศไทย
วิจารย์ พูดถึงด้านการท่องเที่ยวว่า เขาเป็นห่วงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลมากที่สุด เพราะเป็นสถานที่ที่ชาวต่างชาตินิยมมาเที่ยวในไทย ขณะที่บริเวณอุทยานแห่งชาติก็จะละเลยไม่ได้ เพราะเป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ จึงต้องระมัดระวังการเสื่อมโทรม อาจมีการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยาน เพิ่มป้ายภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของอุทยาน เพื่อให้นักท่องเที่ยวทราบว่าต้องรักษาสิ่งแวดล้อมขณะมาท่องเที่ยวอย่างไร
กระทรวงยังอยู่ระหว่างจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอยู่ 4 ฉบับด้วยกัน อย่างไรก็ตาม หัวใจของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายอย่างเดียว ประเด็นสำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพตามบทบัญญัตินั้นๆ
“การจะบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ประชาชนเองก็สามารถตรวจสอบและส่งเรื่องเข้ามาที่กระทรวงได้ หากพบสถานที่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” วิจารย์ ย้ำ







