
ได้เวลาเอาจริงเอาจังยุทธศาสตร์ชาติหรือยัง
....นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ
การแข่งขันของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกนับวันยิ่งถดถอยลง ก่อนหน้านี้ 3040 ปี เราเคยแข่งขันกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่อมาก็เป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย และปัจจุบันคู่แข่งของเรากลายเป็นเวียดนาม
นอกจากนี้ การจัดอันดับของสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum หรือ WEF ประจำปี 25522553 พบว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่สอง โดยลดลงจากอันดับ 34 ในปีที่แล้ว มาอยู่ในอันดับ 36 จากทั้งหมด 133 ประเทศ
สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เราพัฒนาประเทศโดยให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์รายกระทรวง ทำให้ทุกกระทรวงมัวแต่สร้างความสำเร็จให้กับหน่วยงานตัวเอง แต่ไม่ได้มองในเชิงบูรณาการมายังความสำเร็จของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการบริการ ซึ่งแนวทางนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาไม่ได้จริง เนื่องจากละเลยกับการจัดการยุทธศาสตร์แบบ Area Base
ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบกลุ่มจังหวัด (Area Base Strategy) เป็นยุทธศาสตร์ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2546 โดยมีการแบ่งกลุ่มจังหวัดออกเป็น 9 กลุ่ม 19 กลุ่มย่อย ซึ่งตรงนี้จะรวมทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และด้านสังคม ที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความสำคัญแต่ยุทธศาสตร์รายกระทรวง เลยพัฒนาตามงบรายกระทรวง แต่ว่างานหลายอย่างมีความเชื่อมโยงกัน จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Interdependent Policy)
ดังนั้น จึงควรพัฒนายุทธศาสตร์ Provincial Cluster ซึ่งให้ความสำคัญกับ Area Base หรือยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง เช่น ยุทธศาสตร์การเป็นครัวของโลก เราจะต้องกำหนดพื้นที่เพาะปลูก เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง หรืออื่นๆ ก็ดี แล้วไปดูยุทธศาสตร์รายจังหวัดเชื่อมโยงกันขึ้นมา โดยกำหนดพื้นที่เพาะปลูกชัดเจนว่ากลุ่มจังหวัดไหนมีศักยภาพที่จะปลูกอะไร กลุ่มจังหวัดไหนยังขาดอยู่ อาทิ ทางอีสานปลูกข้าวหอมมะลิได้ดี ก็จะมีกลุ่มจังหวัดทางภาคอีสานที่ปลูกข้าวหอมมะลิ แล้วจะต้องวางนโยบายด้านการตลาดว่าจะขายอย่างไร เรื่องของการสร้างแบรนด์ เรื่องของแพ็กเกจจิง โลจิสติกส์ และต้นทุนทั้งหลาย หรือกลุ่มจังหวัดไหนจะปลูกมันสำปะหลังเพื่อการส่งออก กลุ่มจังหวัดไหนจะปลูกมันสำปะหลังเพื่อพลังงานทดแทน หรือแม้แต่ปาล์มน้ำมันในภาคใต้ที่มีการเพาะปลูกเพื่อการผลิตไบโอดีเซล อาจจะมีการดูยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันจะต้องทำงานร่วมกับพื้นที่เพาะปลูกว่าต้องการพื้นที่เพาะปลูกเท่าไหร่ เพื่อรองรับความต้องการของโรงกลั่น
ในขณะเดียวกันหากพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศยังไม่เพียงพอ เราก็อาจไปพิจารณาแสวงหาพื้นที่เพาะปลูกในประเทศเพื่อนบ้านทดแทนหรือไม่ หรือกลุ่มจังหวัดที่มีสินค้าเกษตรแบบใดที่ควรส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมาสนับสนุนเพื่อให้เกิด Value Creation เป็นต้น
สุดท้ายนี้ การดำเนินยุทธศาสตร์แบบกลุ่มจังหวัดที่ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้งจะทำให้ผู้บริหารประเทศจะต้องบริหารแบบมีเป้าหมาย จะต้องมองแบบ Bird Eye View มีการมองเป้าหมายว่าจะดำเนินนโยบายไปในทิศทางใด โดยกระจายนโยบายไปตามพื้นที่ เพื่อดูว่าแต่ละพื้นที่จะทำอะไรได้บ้าง พื้นที่ไหนควรจัดการด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยเพิ่ม GDP ให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี และถ้าจะให้สำเร็จจะต้องทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาในกลุ่มจังหวัดนั้นๆ เพื่อดูว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร เพื่อให้มีเศรษฐกิจและสังคมที่ดี
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจะต้องเปลี่ยนจากการทำงานเรื่องทั่วๆ ไป มาทำงานเชิงยุทธศาสตร์ให้มากขึ้น โดยสร้างความร่วมมือกับคนในพื้นที่ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รู้ นักธุรกิจในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการพัฒนาประเทศชาติที่ยั่งยืน เพราะเน้นให้คนในพื้นที่คิดขึ้นมาเองเป็นหลัก ซึ่งภาครัฐอาจมีการประเมินผล GDP ก่อนและหลังมียุทธศาสตร์แบบ Area Base
นอกจากนี้ แม้กระทั่งปัญหาสังคมก็สามารถใช้ยุทธศาสตร์รายจังหวัดเป็นเครื่องช่วยในการบูรณาการการทำงานร่วมกันได้ และในที่สุดเราก็ได้แนวทางในการพัฒนาประเทศที่เกิดความยั่งยืนนั่นเอง







