
เฟดสื่อสารสับสน
ถ้อยแถลงของเบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อสภาคองเกรส กับรายงานการประชุม FOMC ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสร้างความตกใจให้กับตลาด หมายความว่ามาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) กำลังจะสิ้นสุดลง
ถ้อยแถลงของเบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อสภาคองเกรส กับรายงานการประชุม FOMC ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสร้างความตกใจให้กับตลาด หมายความว่ามาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) กำลังจะสิ้นสุดลง
แน่นอนว่า การเข้าซื้อพันธบัตร 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนจะต้องสิ้นสุดวันใดวันหนึ่ง เราเคยชี้ให้เห็นว่าการที่เฟดเข้าทำ QE3 อาจเป็นการซื้อ “ประกันความเสี่ยง” ผลกระทบของการตัดลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลสหรัฐต่อเศรษฐกิจไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อความไม่ชัดเจนว่าจะลดรายจ่ายภาครัฐลงเท่าไหร่ หรือในหมวดใดเริ่มกลายเป็นความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่น (ไม่นับการคลัง) ก็มีแนวโน้มดีขึ้น (ย้ำว่าดีขึ้นไม่ใช่ดีเลิศ) หมายความว่าความจำเป็นในการทำ QE3 น้อยลง เบอร์แนนคีก็ยอมรับในจุดนี้ต่อสภาคองเกรส
แนวทางการถอน QE ที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดในปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นการค่อยๆ ทยอยลดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล เช่น จากเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น แต่คงจะไม่เลิกซื้อทั้งหมดในทันที และยังไม่น่าจะมีการขายสินทรัพย์เหล่านั้นออกมาในตลาด โดยเฟดอาจคิดว่าการลดขนาด QE หมายถึงการกระตุ้นด้วยอัตราที่น้อยลง แต่นักลงทุนจะมองไปข้างหน้าทันทีที่เฟดประกาศชะลอ QE ก็หมายความว่าจุดสิ้นสุด QE ไม่ไกล
ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือ เศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นอย่างไรหลังจากเฟดเริ่มชะลอ QE (หรือส่งสัญญาณชะลอ) เพราะเท่าที่ผ่านมานักลงทุนทราบดีว่าเศรษฐกิจไม่ได้ดีเลิศ แต่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวขึ้นไปตามสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นมาก ถ้าเงินใหม่เริ่มออกมาน้อยลง แต่เศรษฐกิจไม่ได้ดีกว่าในปัจจุบัน ราคาสินทรัพย์ก็คงต้องปรับตัวลงเพื่อสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง หากการปรับตัวรุนแรงก็อาจกระทบความเชื่อมั่นและแนวโน้มเศรษฐกิจ ซึ่งเฟดก็น่าจะเข้าใจจุดนี้ จึงน่าติดตามว่าจะออกจากมาตรการ QE อย่างไรไม่ให้กระทบราคาสินทรัพย์
ปัญหาอีกอย่าง การที่เฟดไม่ได้ตั้งเป้าหมายอัตโนมัติ แต่จะพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจ แล้วค่อยตัดสินใจเพิ่มหรือลดปริมาณการซื้อพันธบัตร ทำให้ QE3 แตกต่างจาก QE1 และ QE2 เพราะก่อนหน้านี้เรารู้ปริมาณและระยะเวลาซื้อที่แน่ชัด หรือแม้กระทั่งการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดก็ประมาณได้ว่าช่วงกลางปี 2558 กล่าวคือที่ผ่านมาเฟดพยายามสร้างการคาดการณ์ให้ตลาดผ่านนโยบายที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ แต่การพิจารณาจะปรับปริมาณการซื้อพันธบัตรหรือไม่ในการประชุมแต่ละครั้ง น่าจะสร้างความผันผวนให้ตลาดมากเราคงได้ลุ้นกันเหนื่อยและดูเหมือนว่า QE จะเป็นมาตรการที่เข้าง่ายแต่ออกยากสำหรับเฟดเสียแล้ว...และที่พูดมานี้เป็นเพียงเรื่องของ QE เท่านั้น ในปีถัดๆ ไปจะมีเรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? และเร็วแค่ไหน? หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธานเฟดหลังจากที่วาระของเบอร์นันเก้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ม.ค.ปีหน้า และใครจะมาแทน? ยังจะสานต่อความคิดผ่อนคลายทางการเงินหรือไม่? งานนี้ไม่ง่ายครับ







