
ได้อย่าง เสียอย่าง (ตอน 1)
สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกท่านที่ผมไม่สามารถเขียนบทความได้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นช่วงที่มีภารกิจค่อนข้างมาก ส่วนในสัปดาห์นี้ ผมมีประเด็นเกี่ยวกับมาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐมานำเสนอ เนื่องจากเป็นประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมากกว่า ตกลงแล้วเฟดจะมีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการ QE ในการประชุมวันที่ 1819 มิ.ย.นี้
สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกท่านที่ผมไม่สามารถเขียนบทความได้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นช่วงที่มีภารกิจค่อนข้างมาก ส่วนในสัปดาห์นี้ ผมมีประเด็นเกี่ยวกับมาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐมานำเสนอ เนื่องจากเป็นประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมากกว่า ตกลงแล้วเฟดจะมีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการ QE ในการประชุมวันที่ 1819 มิ.ย.นี้
ในทางทฤษฎีแล้วนั้น การใช้มาตรการการเงินแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing หรือ QE) ของเฟด โดยการเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ถือว่าเป็นภาพในด้านลบต่อภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นภาพสะท้อนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังมีปัญหาอย่างมาก จนไม่สามารถใช้มาตรการปกติ เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้ เวลาพูดถึงประเด็นนี้ ผมมักจะเปรียบเทียบกับการที่คุณหมอให้ยารักษาโรคกับผู้ป่วย ซึ่งหากอาการของโรคไม่ร้ายแรงนักก็จะให้ยาที่ออกฤทธิ์ปกติ แต่หากผู้ป่วยมีอาการป่วยหนักมากอาจจำเป็นต้องให้ยาที่แรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาต้องใช้ยาแรงกระตุ้น แทนที่จะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐ กลับส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยดัชนี Dow Jones ในวันอังคาร ปิดที่ระดับ 15,409.39 จุด สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ในทางกลับกันสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด ออกมาแสดงความเห็นว่า เฟดอาจทบทวนหยุดมาตรการ QE ในปีนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ในระดับปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงทั่วโลก ทั้งๆ ที่ตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวขึ้นเพราะการยกเลิกมาตรการ QE หากเปรียบเทียบเป็นยาแรง ก็แสดงว่าคนไข้มีอาการดีขึ้นแล้ว นักลงทุนน่าจะมองเป็นข่าวดี พฤติกรรมของตลาดหุ้นในลักษณะดังกล่าวในความเห็นของผม คือ เข้าข่ายเสพติด QE ซึ่งนักวิเคราะห์หรือนักลงทุนสถาบันใน Wall Street อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า มาตรการ QE เป็นการเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบ และเมื่อปริมาณเงินมากขึ้นก็ต้องหาที่ไป ซึ่งแทนที่จะไปอยู่ในภาคธุรกิจที่แท้จริงตามความต้องการของเฟด แต่กลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น หรือตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากเทียบกับการให้ยาก็เหมือนกับการเกิดผลข้างเคียง (Side Effect) ซึ่งหากผลกระทบรุนแรงก็ต้องหาแนวทางแก้ไข เช่น เปลี่ยนยา หรือไม่ก็ต้องหยุดยา
หากนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐปี 2008 จนถึงขณะนี้เวลาได้ผ่านไปแล้ว 5 ปีโดยประมาณ ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้วตามลำดับ ไม่ว่าจะพิจารณาดูจากอัตราการเติบโตที่ขยายตัวได้โดยเฉลี่ยประมาณ 2% อัตราการว่างงานลดลง ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลง และหนี้ครัวเรือนลดลง (ดูรูป) ที่สำคัญที่สุด คือ สถาบันการเงินเข้มแข็งขึ้น ซึ่งในที่สุดเฟดคงยกเลิกมาตรการ QE โดยปัจจุบันเฟดตั้งเป้าหมายไว้ว่าอัตราการว่างงานต้องต่ำกว่า 6.5% และอัตราเงินเฟ้อต้องไม่เกิน 2.5% ซึ่งเฟดเองคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ในปี 20142015 แต่เท่าที่ผมติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ผมเชื่อว่าเฟดมีโอกาสที่จะยกเลิกมาตรการ QE เร็วกว่าที่คาดการณ์







