
อาหารญี่ปุ่น-ปิ้งย่างเดือดดาหน้าปั้นแบรนด์ใหม่สยายสาขา
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
แม้ว่าในเวลานี้ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอาจจะชะลอการออกไปกินอาหารนอกบ้าน เพราะผลพวงจากกำลังการซื้อที่ลดลงจากนโยบายรถคันแรก แต่สมรภูมิธุรกิจร้านอาหารกลับไม่ได้ลดความร้อนแรง ทุกแบรนด์ดาหน้าขยายสาขาเพื่อยึดหาดทำเลทองและเปิดธุรกิจร้านอาหารรูปแบบใหม่ๆ รับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่กำลังการซื้อไม่ได้ลดลง
ชาตยา ชูพจน์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารปิ้งย่างบาร์บีคิวพลาซ่า เปิดเผยว่า แม้ว่ากำลังการซื้อของผู้บริโภคจะลดลงจากนโยบายรถคันแรก แต่ยังมั่นใจว่าตลาดร้านอาหารปิ้งย่างมูลค่า 4,300-4,400 ล้านบาท ในปีนี้ยังเติบโต 20%
สำหรับบริษัทกำลังอยู่ระหว่างศึกษาแตกธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ใหม่จากปัจจุบัน 2 แบรนด์ คือ บาร์บีคิวพลาซ่า เป็นอาหารกลุ่มปิ้งย่าง เจาะกลุ่มครอบครัว และจุ่มแซบฮัท เป็นอาหารนึ่ง เจาะวัยทำงาน ขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะขยายธุรกิจนอกเหนือจากปิ้งย่าง หรือยังคงเป็นธุรกิจเดิม แต่เป็นการสร้างหรือขยายตลาดใหม่ๆ
ทั้งนี้ ปีนี้ได้ทุ่มงบ 500 ล้านบาท ปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งใหญ่รอบ 25 ปี นับตั้งแต่การเปิดดำเนินธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นเฟสที่ 2 ที่ต้องการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ แก่ผู้บริโภค โดยใช้งบ 250 ล้านบาท ปรับโฉมภายในร้านให้มีบรรยากาศทันสมัยเพื่อขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ พร้อมกับจัดทำโปรโมชั่นลดราคา 1525% รับกับการแข่งขันสงครามโปรโมชั่นที่รุนแรง
ขณะที่แผนขยายสาขาเน้นแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่าที่มี 90 สาขา เพิ่มเป็น 120 สาขา ในปี 2558 เนื่องจากการทำธุรกิจร้านอาหารยอดขายเติบโตได้มาจากการขยายสาขา ส่วนสาขาเดิมปกติยอดขายจะโตเพียง 5% ถือว่าเป็นการเติบโตที่สูงแล้ว ส่วนจุ่มแซบฮัทไม่เน้นขยายสาขา รายได้สิ้นปีนี้โต 22% หรือ 2,400 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 1,900 ล้านบาท
เตชิต หร่มระฤก กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิยาบิ กริลล์ ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารปิ้งย่างมิยาบิ กล่าวว่า การทำธุรกิจของบริษัทยังขยายในแนวลึก ด้วยการมีร้านอาหารปิ้งย่างครบทุกเซ็กเมนต์ เพื่อรองรับกับการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหาร ในด้านจำนวนสาขา ความหลากหลายของเมนู และราคา
กลุ่มมิยาบิ กริลล์ มีรูปแบบเป็นร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น และเป็นร้านอาหารที่มีขนาดไม่ใหญ่ เพื่อเจาะไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งบริษัทวางแผน 5 ปี ทุ่มงบ 900 ล้านบาท ขยายให้ครบ 120 สาขา จากเดิมมี 17 สาขา ภายใต้ 4 แบรนด์ ได้แก่ 1.มิยาบิ เป็นร้านอาหารเนื้อย่าง ยึดทำเลศูนย์การค้า 2.มิยาบิ ไคเต็น เจาะร้านค้าปลีกสมัยใหม่
แบรนด์ที่ 3 โจเซ็น เป็นร้านบุฟเฟ่ต์ในรูปแบบกินดื่ม และปลายปีนี้จะเปิดเพิ่มแบรนด์ที่ 4 วาบิซาบิ ร้านอาหารปิ้งย่างเจาะตลาดบน ส่วนปีหน้าเปิดตัวแบรนด์ใหม่เข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นเพื่อสุขภาพ ล่าสุดจัดกิจกรรมลุ้นดูหนังทั้งปีกับมิยาบิ และใช้กลยุทธ์ราคาถูกกว่าคู่แข่ง 10 บาท เจาะคนรุ่นใหม่ รายได้สิ้นปีนี้เพิ่มจาก 180 ล้านบาท เป็น 600 ล้านบาท
นอกจากธุรกิจร้านอาหารปิ้งย่างจะแข่งขันอย่างรุนแรง โดยมีแบรนด์ต่างๆ ดาหน้าเข้าสู่สมรภูมิ อาทิ ซูกิชิ โพนยางคำ และมิยาบิ ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมูลค่า 2.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 15% มีแบรนด์ใหม่แห่เปิดตัว อาทิ ร้านเทปันยากิเทนจิน ร้านราเมนฮากาตะของค่ายสุกี้เอ็มเค คันไซจากนารายณ์พิซเซอเรีย เอสแอนด์พี เตรียมเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่
ด้าน ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิ เปิดเผยว่า แผน 3 ปีของบริษัทเตรียมลงทุน 600-900 ล้านบาท ขยายสาขาเพิ่มจาก 172 สาขาในปีนี้ เพิ่มเป็น 270 สาขา ภายใต้ 6 แบรนด์ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดธุรกิจอาหารญี่ปุ่นจากการที่อยู่ในตลาดมาร่วม 10 ปี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นจะแข่งขันรุนแรง โดยมีแบรนด์ใหม่ทั้งจากญี่ปุ่นและไทยเข้ามาทำตลาด ขณะที่เทรนด์ของตลาดก็เปลี่ยนผู้บริโภคหันมากินร้านอาหารเฉพาะด้านมากขึ้น แต่โออิชิมั่นใจว่ายังครองความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งเกือบ 35% เพราะมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และสิ้นปีนี้กลุ่มอาหารโต 28% หรือมีรายได้ 7,000 ล้านบาท
ปิดท้ายที่น้องใหม่อย่างบริษัท กินกับตัน ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น สุนิสา ภาสกรนที รองกรรมการผู้อำนวยการ กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น 35 ปีนี้ ทุ่มงบ 600 ล้านบาท ขยายสาขาร้านอาหารญี่ปุ่น 5 แบรนด์ ให้ครบ 50-60 สาขา จากเดิม 2122 สาขา เพราะการเติบโตธุรกิจอาหารมาจากการขยายสาขาหรือการสร้างแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในตลาด
“บริษัทวางแผนใช้ร้านช็อกโกแลตเมลทมีเป็นแบรนด์เรือธง เพราะไม่มีคู่แข่ง ในช่วงปลายปีเปิดร้านเมลทมี ช็อกโกแลต คาเฟ่ จำหน่ายอาหารฟิวชั่นผสมช็อกโกแลต และขยายราเมนแชมเปี้ยนส์ นำเข้า 3 แบรนด์ในไตรมาส 3 คือ ร้านอุคุชิ ซากุระซากุ ร้านชองมารุ และโชแนน เคอรี่ สำหรับรายได้สิ้นปีนี้ตั้งเป้า 600 ล้านบาท หรือเติบโต 50%” สุนิสา กล่าว







