
ซัดผังเมืองกทม.ใหม่วางกับดักพัฒนาพื้นที่
จากที่มีการปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ฉบับปัจจุบัน ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2549 และหมดอายุลงเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2554 ซึ่งกฎกระทรวงได้ยืดอายุการใช้บังคับออกไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค. 2556
จากที่มีการปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ฉบับปัจจุบัน ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2549 และหมดอายุลงเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2554 ซึ่งกฎกระทรวงได้ยืดอายุการใช้บังคับออกไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค. 2556
ปัจจุบันร่างผังเมืองรวม กทม. ได้ปรับปรุงเป็นครั้งที่ 3 โดยได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องต่างๆ เสร็จเรียบร้อยเสนอต่อคณะกรรมการผังเมือง ซึ่งคณะกรรมการผังเมืองได้มีมติเห็นชอบในร่างผังเมืองรวม กทม. ตามที่ กทม. เสนอและคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและประกาศใช้บังคับลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2556
ผศ.อัศวิน พิชญโยธิน อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดต่างๆ ตามผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่นั้น มีการปรับปรุงแก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินใน กทม. รวมทั้งสิ้น 34 บริเวณ รวมถึงการปรับปรุงข้อกำหนดอีกหลายรายการ
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าคณะกรรมการผังเมืองพิจารณาแล้ว มีมติให้คงใช้ข้อกำหนดในการใช้ประโยชน์ที่ดินหลายบริเวณตามข้อกำหนดในผังเมืองรวมฉบับปี 2549 ไปก่อน ขณะที่แผนงานที่จะขยายตรอกซอยต่างๆ กลับยังไม่มีแผนที่จะก่อสร้างแน่ชัดว่าจะมีการสร้างให้กว้างขึ้นตามผังเมืองได้เมื่อใด
นอกจากนี้ ข้อกำหนดที่ให้ก่อสร้างอาคารบางขนาดได้ในตรอกซอยที่กว้างน้อยกว่าข้อกำหนดในระยะ 500 เมตร โดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนนั้น ให้วัดระยะริมชานชาลาของสถานี แต่จะต้องเป็นสถานีที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเปิดใช้งานเดินรถอยู่แล้ว มิใช่เป็นสถานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างหรืออยู่ในแผนงานที่ก่อสร้างสายต่างๆ
การเปลี่ยนแปลงบริเวณสำคัญ อย่างเช่น ฝั่งตะวันตก บริเวณพุทธมณฑลและมีนบุรี หรือพื้นที่เขียวทแยงนั้น ข้อกำหนดผังเมืองนั้นยังคงให้เป็นพื้นที่แก้มลิงเหมือนเดิม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมหนักอย่างต่อเนื่องหากเกิดอุทกภัย
นอกจากนี้ ชนชั้นกลางจะอยู่ในพื้นที่ กทม.ได้ยากขึ้น อย่างเช่นบริเวณริมถนนลาดพร้าวและรามอินทราจะก่อสร้างที่อยู่อาศัยประเภทอาคารพาณิชยกรรมและสำนักงาน รวมไปถึงต้องพิจารณาถึงขนาดของอาคารและความสูงกับความกว้างของถนน ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างยิบย่อย
โสภณ พรโชคชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สิน ระบุว่า ข้อกำหนดของผังเมืองรวม กทม.ใหม่มีค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายรายให้ความสนใจในการพัฒนาโครงการใน กทม.น้อยลง โดยให้ไปพัฒนาในพื้นที่ปริมณฑลมากขึ้น เช่น นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เนื่องจากผังเมืองบริเวณดังกล่าวได้ขาดการต่ออายุ
“ผังเมืองในไทยมี 238 ฉบับ ในจำนวนดังกล่าวหมดอายุไปแล้ว 140 ฉบับ ปัจจุบันเหลือใช้จริง 89 จังหวัด ขณะที่ ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ผังเมืองใหม่คงจะออกล่าช้าไปออก 23 ปี” โสภณ กล่าว
นอกจากนี้ ต่อไปจะต้องเห็นคอนโดมิเนียมในเมืองราคาขายต่อตารางเมตรสูงไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท เนื่องจากข้อกำหนดของผังเมืองที่จำกัดการพัฒนาคอนโดในเมือง ทำให้มีราคาแพงขึ้น คนจะอาศัยในเมืองกรุงลดลง และจะไปอยู่ชานเมืองมากขึ้น เป็นสิ่งที่ผังเมืองเป็นตัวกำหนด







