
บริการมายสตอเรจ แม่เหล็กใหม่จังซีลอง
8...ดวงใจ จิตต์มงคล
แม้ในช่วงสงกรานต์สถานการณ์การเมืองในประเทศจะเร่าร้อนไม่แพ้อุณหภูมิอากาศจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง แต่ในสภาวะนี้ธุรกิจค้าปลีกในต่างจังหวัดกลับมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นสวนทาง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการสลับกำลังซื้อของคนต่างจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวทัดเทียมคนกรุงมากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนได้ดีจากศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง จ.ภูเก็ต ที่วางตำแหน่งเป็นศูนย์การค้าในเมืองท่องเที่ยวในภาคใต้ จ.ภูเก็ต ด้วยชัยภูมิที่ได้เปรียบจากการเป็นศูนย์การค้าที่อยู่ติดชายหาดป่าตอง อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวสุดคึกคักของเมือง และยังได้การตอบรับจากกำลังซื้อนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดีในเวลานี้
ประวิช จรรยาสิทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ภูเก็ต สแควร์ ผู้บริหารศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า ในปีนี้ศูนย์การค้าจังซีลอนก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการเปิดดำเนินธุรกิจ และแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ ไปจะมุ่งสร้างสิ่งดึงดูด หรือ
“แมกเน็ต” ให้เป็นแม่เหล็กใหม่ๆ ออกมาดึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติสัดส่วน 70% กลุ่มผู้พักอาศัยและทำงานในเมืองภูเก็ต หรือลูกค้าท้องถิ่นสัดส่วน 30%ทั้งนี้ บรรยากาศการท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ต้นปี 2553 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้บริการต่างๆ ภายในศูนย์เพิ่มขึ้นเกินคาด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนราว 15% หรือเฉลี่ยราว 4.55 หมื่นคนต่อวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซันของเมืองภูเก็ต ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ 60% มาจากยุโรป สแกนดิเนเวีย และ 40% จากโซนเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย มาเลเซีย และออสเตรเลีย
ส่วนนโยบายการทำตลาดในปีนี้จะเน้น 4 กลยุทธ์หลัก คือ 1.การผนึกพันธมิตรทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งสายการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว และกลุ่มบัตรเครดิตและบัตรรอยัลตีการ์ดจากประเทศต่างๆ 2.การขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ในต่างประเทศ 3.การสร้างแบรนด์เซอร์วิส สร้างบรรยากาศของการ บริการที่ดีให้เกิดขึ้นทุกๆ จุดในศูนย์ และสุดท้ายคือการขยายช่องทางการสื่อสารทางการตลาดผ่าน
“โซเชียลเน็ตเวิร์ก” ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ โดยจะจัดกว่า 100 อีเวนต์ตลอดทั้งปีนี้ประวิช กล่าวว่า หลังจากที่ศูนย์การค้าจังซีลอนมีอายุครบ 3 ปีเต็ม และกำลังจะก้าวขึ้นสู่ปีที่ 4 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ศูนย์จะต้องปรับเปลี่ยนมองหาแม่เหล็กต่างๆ มาเป็นตัวดูดลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวของเกาะภูเก็ต ในฐานะที่เป็น
“ช็อปปิ้งเดสติเนชัน” ที่สมบูรณ์แบบในภาคใต้นอกจากนี้ ยังต้องสร้างความแตกต่างไปจากธุรกิจค้าปลีกศูนย์การค้าอื่นๆ ด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดจากปีที่ผ่านมาที่ศูนย์การค้าจังซีลอนเปิดให้บริการดิสโก้เธคภายใต้ชื่อ
“ซาวด์คลับ” (Sound Club) สถานบันเทิงที่ให้ลูกค้าได้มาเต้นระบำได้ในศูนย์การค้า บริการชู้ตติงคาเฟ่ (Shooting Cafe) สนามยิงปืนในร่ม ที่รองรับกลุ่มเป้าหมายผู้ชื่นชอบกิจกรรมการซ้อมยิงปืนมาในปีนี้ศูนย์การค้าจังซีลอนเตรียมเปิดตัวแม่เหล็กใหม่อื่นๆ ตามมาอีก คือ
“เชลล์เวิลด์มิวเซียม” (Shell World Museum) พิพิธภัณฑ์เปลือกหอย ที่เกิดจากความตั้งใจของ สมหวัง ปัทมคันธิน นักสะสมและแฟนพันธุ์แท้เปลือกหอย เป็นต้นพร้อมกันนี้ยังเตรียมเปิดตัวไฮไลต์ใหม่ในเดือน พ.ค.นี้ คือ
“มายสตอเรจ” (My Storage) บริการรับเก็บ/ฝากของทุกประเภท แบบ 24 ชั่วโมง ประวิช ยกตัวอย่างให้ฟังว่า หากลูกค้าจับจ่ายซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากและไม่ต้องการนำกลับบ้าน แต่อยากเอามาฝากไว้ที่ศูนย์ ก็สามารถมาใช้บริการได้ที่ “มายสตอเรจ” โดยที่นี่รับฝากของตั้งแต่กระเป๋า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงรถจักรยานยนต์และเจ็ตสกีบริการดังกล่าวเป็นของผู้ที่ติดต่อมาขอเช่าพื้นที่อาคาร 1 ตึกของศูนย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหรือระบบที่นำแนวคิดการให้บริการมาจากสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ ซึ่งมีผู้เปิดให้บริการลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก
ขณะที่กลุ่มเป้าหมายของ
“มายสตอเรจ” จะรองรับกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มลูกค้าทั่วไป ร้านค้าที่เช่าพื้นที่ของศูนย์การค้าจังซีลอน หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาพักผ่อนหรือพำนักในภูเก็ตเป็นระยะเวลานานๆ และจะกลับไปทำงานต่อที่ประเทศ ก็สามารถนำสิ่งของใช้ส่วนตัวหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ นำมาฝากเก็บไว้ได้ที่นี่เช่นกัน ซึ่งบริการดังกล่าวจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน พ.ค.นี้ประวิช ยอมรับว่าจากสถานการณ์ความร้อนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วง 34 สัปดาห์ที่ผ่านมา และกระทบไปยังกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกใจกลางเมืองนั้น หากมองภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในสายตาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเช่นกัน
จากช่วงที่ผ่านมาประเมินว่า ยอดนักท่องเที่ยวบางกลุ่มได้ยกเลิกเที่ยวบินเดินทางมาประเทศไทยแล้ว จากเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 10% ขณะเดียวกันยังพบว่ามีนักท่องเที่ยวจากบางประเทศใช้จ่ายอย่างประหยัด ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศของตัวเอง รวมถึงอัตราเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในขณะนี้
หากประเทศไทยสามารถเร่งฟื้นภาพลักษณ์และดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้ไวขึ้น เชื่อว่ากำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวจะยิ่งกลับมาคึกคักมากกว่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศจีนที่มีกำลังซื้อดีมากและนิยมเดินทางมาเป็นครอบครัว รวมถึงกลุ่มชาวอินเดียที่น่าจับตาในเวลานี้
เห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา แม้กำลังซื้อในเมืองหลวงจะหงอยลงไปบ้างจากความร้อนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทว่ากลับเป็นโอกาสของศูนย์การค้าในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวที่ยังสามารถจัดกิจกรรมการตลาดแรงๆ มากระตุ้นต่อมช็อปของกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะลูกค้าชาวไทยในฐานะที่เป็น
“shopaholic” ได้เป็นอย่างดี






