
ซัด"จอมบงการ"ร่วมทุจริตจำนำข้าว
หมอวรงค์แฉอคส.ขายข้าวราคาถูกให้ 2 โรงสีโยงคนสนิท "นายใหญ่" เผย"จอมบงการ"ในกระทรวงพาณิชย์เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว
หมอวรงค์แฉอคส.ขายข้าวราคาถูกให้ 2 โรงสีโยงคนสนิท "นายใหญ่" เผย"จอมบงการ"ในกระทรวงพาณิชย์เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การจำนำข้าวตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 54 องค์การคลังสินค้า (อคส.) ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรมว.พาณิชย์ในขณะนั้น ได้จำหน่ายข้าวให้โรงสีใน จ.ลพบุรี ที่มีเสี่ยรายหนึ่งเป็นเจ้าของ ในตันละ 5,700 บาท และวันที่ 22 ธ.ค. โรงสีดังกล่าว ได้นำข้าวไปขายต่อให้กับโรงสีที่ จ.กำแพงเพชร ในราคา 12,000 บาทต่อตัน คิดเป็นกำไร 6,300 บาทต่อตัน ทำให้คิดได้ 2 ทาง คือ1.ฉลาดน้อย 2.สมรู้ร่วมคิดกัน
ยอดการขายข้าวปี 2554 ขายได้ทั้งหมด 20,473 ล้านบาท จึงอยากถามว่าส่วนต่างนี้ไปเข้ากระเป๋าใคร ประเด็นต่อมาต้องตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลต้องขายข้าวให้โรงสีทั้งสองแห่งนี้ และเจ้าของโรงสีนี้เป็นใคร ทำไมถึงขายให้ถูก ซึ่งตนได้สมมติฐานว่า เสี่ยเจ้าของโรงสีในลพบุรี มีความสัมพันธ์กับบุคคลที่นายใหญ่เคยพูดกับต่างประเทศว่า หากใครต้องการซื้อข้าวจากประเทศไทยขอให้ติดต่อผ่านบุคคลนี้
"บุคคลนี้เป็นเจ้าของโรงสีข้าว ที่ จ.พิษณุโลก เคยถูกฟ้องล้มละลายและถูกยึดไปแล้ว และได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่ โดยเป็นหนึ่งในโกดังที่เข้าร่วมโครงกับรัฐบาล โดยมีไซโลสำหรับจัดเก็บข้าวได้ถึง 2.8 แสนตัน ซึ่งทำให้เห็นว่าเสี่ยเจ้าของโรงสีในลพบุรีและบุคคลที่นายใหญ่พูดถึงมีความใกล้ชิดกัน"นพ.วรงค์กล่าว
นอกจากนี้ยังต้องตั้งคำถามด้วยว่าทำไมกระทรวงพาณิชย์ต้องมีการทุจริตทุกยุค ตั้งแต่ นายกิตติรัตน์ จนถึง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ คนล่าสุด ทำให้เห็นได้ว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่างคนในที่เป็นจอมบงการ กับคนนอกที่มีอิทธิพลในวงการการค้าข้าวร่วมกันทุจริต
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า บุคคลที่ดำเนินการเช่นนี้ได้ต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในกระทรวงพาณิชย์เองและพบว่ามีชื่ออยู่ใน คณะกรรมการที่เกี่ยวกับการระบายข้าวแทบทุกชุดของรัฐบาล ดังนั้น จึงอยากบอกว่าคนๆนั้น คือ อดีตเลขาฯของอดีตรมช.พาณิชย์รายหนึ่ง ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวมาโดยตลอด
นอกจากนี้ ยังพบว่ามี รถยนต์ โฟล์ก คาราเวล สีดำ ทะเบียน จอดอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นของ อดีตภรรยาของอดีตเลขาฯรมช.พาณิชย์รายนี้ ซึ่งได้หย่าร้างและเปลี่ยนคำนำหน้านามและนามสกุลใหม่ ขณะที่รถคันดังกล่าวก็มีชื่อของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าข้าวเป็นเจ้าของ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอภิปรายของ นพ.วรงค์ นั้นสส.พรรคเพื่อไทย อาทิ จ.ส.ต.ประสิทธิ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.นครสวรรค์ นายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ เนื่องจากการอภิปรายของนพ.วรงค์ มีการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ไม่ได้อยู่ในประเด็นของร่างพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2557 ถือเป็นการนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ หากต้องการอภิปรายอย่างนี้ก็ขอให้ไปเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสมัยประชุมสามัญ
ขณะที่สส.พรรคประชาธิปัตย์ อาทิ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี สส.สมุทรสงคราม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สส.กทม. ก็ได้ลุกขึ้นประท้วง นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ในฐานะประธานการประชุม ว่า ไม่สมควรปล่อยให้สส.พรรคเพื่อไทย ประท้วงขัดจังหวะการอภิปรายของนพ.วรงค์ และยืนยันว่าเป็นเนื้อหาที่สามารถอภิปรายได้ เพราะตามข้อบังคับก็ระบุว่า ห้ามพาดพิงถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จำเป็น โดยไม่ได้ชี้ชัดว่าห้ามพาดพิงบุคคลภายนอกเลย อีกทั้ง หากผู้ที่ถูกพาดพิงเห็นว่าเป็นการเข้าข่ายหมิ่นประมาทก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้
จากนั้นก็มีการประท้วงกันไปมา โดยฝ่ายค้านมีการกล่าวหาว่า นายเจริญ ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ไม่ยอมให้ นพ.วรงค์ อภิปราย จนเกิดโต้เถียงกันไปมาระหว่างรัฐบาล และฝ่ายค้าน ทำให้ควบคุมการประชุมไม่อยู่ ซึ่งในที่สุด นายเจริญ จึงตัดบทขอสั่งพักการประชุม 10 นาที
อัดรัฐผลาญ 3 หมื่นล้านจำนำมันสำปะหลังไม่คุ้มงบ
ต่อมา นางเจิมมาศ จึงเลิศสิริ สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับการเบิกงบประมาณโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ของกระทรวงพาณิชย์ที่ใช้งบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพราะปีงบประมาณที่ผ่านมาใช้เงินกว่า 3 หมื่นล้านบาทแต่พบว่าโครงการล้มเหลว เงินโครงการถึงมือเกษตรกรเพียง 50% เท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลใช้งบประมาณรับจำนำมันสำปะหลัง 10 ล้านตัน แต่ผลผลิตจริงมีถึง 24 ล้านตัน เท่ากับมีมันสำปะหลังถึง 14 ล้านตันไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้
ทั้งนี้รัฐบาลรับจำนำกิโลกรัมละ 2.70 บาท แต่มันสำปะหลังที่ไม่สามารถเข้าโครงการ ต้องขายได้ราคาเพียง 2.20 ล้านบาท โดยรัฐบาลเชื่อว่ากลไกการตลาดจะช่วยดึงราคา 2.20 บาทขึ้นมาได้แต่กลับล้มเหลวในที่สุด ดังนั้นการล้มเหลวถึง 2 ปี ที่ผ่านมาในโครงการนี้ จึงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะใช้งบประมาณปี 57 กับโครงการเดิม
นางเจิมมาศ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบว่า การขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในการควบคุมดูแลของกรมการค้าระหว่างประเทศเพื่อระบายสินค้าที่รัฐบาลอ้างว่าขายกับประเทศจีน โดยปกติการทำธุรกรรมกับต่างประเทศต้องเปิดแอลซี (Letter of Credit) แต่จีทูจีที่รัฐบาลกล่าวอ้างไม่มีการเปิดแอลซีแต่อย่างใด มีเพียงการขายผ่านนายหน้าเชื้อสายฮ่องกงเท่านั้น ถือว่าเป็นจีทูจีปลอม อีกทั้งรัฐบาลไม่เคยเปิดเผยข้อมูลการขายกับประเทศจีนว่าขายให้หน่วยงานใด ปริมาณเท่าใด โดยอ้างว่าเป็นความลับทางการค้าทำให้เสียเปรียบทั้งๆ ที่สิ้นสุดโครงการแล้ว







