
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
กระแสเศรษฐกิจบ้านเราที่นักลงทุนติดตามมากที่สุดขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือที่เรียกย่อๆ ว่า กนง. จะประชุมในวันที่ 29 พ.ค.นี้ โดยเฉพาะประเด็นจะลดไม่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.75% หลังจากถูกกระแสทั้ง “เรียกร้อง” และ “ข่มขู่” จากทั้งภาคเอกชนและกระทรวงการคลังมาตลอดจาก “ความเชื่อ” ที่ว่าเมื่อลดดอกเบี้ยแล้วค่าเงินบาทจะอ่อนตัวลง ทำให้ส่งออกได้ดีขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการลงทุนมากขึ้น คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และในที่สุดการเติบโตทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้น
กระแสเศรษฐกิจบ้านเราที่นักลงทุนติดตามมากที่สุดขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือที่เรียกย่อๆ ว่า กนง. จะประชุมในวันที่ 29 พ.ค.นี้ โดยเฉพาะประเด็นจะลดไม่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.75% หลังจากถูกกระแสทั้ง “เรียกร้อง” และ “ข่มขู่” จากทั้งภาคเอกชนและกระทรวงการคลังมาตลอดจาก “ความเชื่อ” ที่ว่าเมื่อลดดอกเบี้ยแล้วค่าเงินบาทจะอ่อนตัวลง ทำให้ส่งออกได้ดีขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการลงทุนมากขึ้น คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และในที่สุดการเติบโตทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้น
ถ้าพิจารณาทั้งอัตราการเติบโตและอัตราเงินเฟ้อก็ต่ำกว่าคาด อัตราดอกเบี้ยจึงน่าจะลดลง “ตามสภาพ” เช่นกัน โดยอัตราการเติบโตของ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไตรมาสแรกปีนี้ก็อยู่ในระดับ 5.3% ต่ำกว่าที่ทางคลังประเมินไว้ที่ 67% การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงไม่น่าเกินคาดหวัง
ส่วนการคุมอัตราเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไปก็เป็นอีกภารกิจหนึ่งของแบงก์ชาติที่จะต้องดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถ้าเงินเฟ้อสูงเกินไปก็จะทำให้เกิดภาวะ “ข้าวยากหมากแพง” ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทำให้ไม่เกิดการลงทุนขยายการผลิต คนรายได้ลดลง ไม่ใช้จ่าย เกิดภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจถดถอยในที่สุด
การลดดอกเบี้ยอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น แบงก์ชาติจึงต้องใช้ดอกเบี้ยในการควบคุมเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อไม่ให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ซึ่งจะกระตุ้นให้คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และทำให้อัตราการออมของประชาชนลดลง ส่งผลลบต่อความมั่นคงทางการเงินและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และอัตราดอกเบี้ยทั่วไปที่ประกาศโดยธนาคารพาณิชย์เป็นอัตราที่เรียกว่าอัตราดอกเบี้ยในนาม หรืออัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ เป็นการบอกเราว่าเงินที่เราออมไว้จะเพิ่มขึ้นเท่าไร เช่นเราฝากเงิน 1 ล้านบาทไว้ในบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือนที่ให้ดอกเบี้ย 2.75% พอครบปีเราจะมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 1,027,500 บาท
ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะต้องหักอัตราเงินเฟ้อออกจากอัตราดอกเบี้ยในนาม เป็นการบอกว่าเราจะมั่งคั่งเพิ่มขึ้น หรือลดลง ดังนั้น ถ้าอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในนาม อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะติดลบ นั่นคือความมั่งคั่งของเราจะลดลงเช่นสมมติว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% แล้วสมมติอีกว่าราคารถยนต์ปีนี้อยู่ที่ 1 ล้านบาท ปีหน้าราคารถยนต์จะเพิ่มเป็น 1,030,000 บาท ถ้าเราออมเงินไว้ซื้อปีหน้า เราจะไม่สามารถซื้อรถยนต์ดังกล่าวได้ สู้ไม่ต้องออมแล้วใช้จ่ายปีนี้เลยดีกว่าอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ติดลบจึงทำให้อัตราการออมลดลงและเป็นการบั่นทอนความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสแรกของปีนี้ที่ประกาศออกมาก็ต่ำเพียง 2.42% เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจึงยังบวกอยู่ 0.33% แม้จะลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ดอกเบี้ยที่แท้จริงก็ยังไม่ติดลบ
ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีใครมากดดัน ดอกเบี้ยนโยบายก็มีแนวโน้มที่จะลดลงอยู่แล้ว จึงควรปล่อยให้ผู้มีหน้าที่โดยตรง ซึ่งก็คือ ธปท. และ กนง. เป็นผู้พิจารณา ซึ่งตามหลักสากลแล้ว กระทรวงการคลังมีหน้าที่ดูแลนโยบายการคลังที่เกี่ยวข้องกับระบบภาษีและการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ส่วนเรื่องดอกเบี้ยและเงินเฟ้อก็เป็นหน้าที่ของแบงก์ชาติที่จะดำเนินนโยบายอย่างอิสระ
การ “สั่งการ” จากทางคลังให้แบงก์ชาติรับคำสั่งเพื่อให้รู้ว่า “ใครคุมใคร” จึงไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติของประเทศพัฒนา มีแต่จะกระตุ้นให้อีกฝ่ายเกิด “ทิฐิ” เพื่อให้รู้ว่า “ไม่มีใครสั่งใครได้” และดอกเบี้ยก็อาจไม่ลดลงตามธรรมชาติ ภาคเอกชนก็จะกลายเป็นผู้รับกรรมจากการ “งัดข้อ” ของหน่วยงานภาครัฐ







