
เลือกเก็บหุ้นสวย
เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่านประธาน FED นายเบน เบอร์แนนคี กล่าวว่า เฟดอาจจะปรับลดวงเงินในการเข้าซื้อพันธบัตรจากเคยเข้าซื้อเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลงถ้าเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวในเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่านี้ ซึ่งเป้าหมายของ FED ก็คืออัตราการว่างงานลดลงต่ำกว่า 6.5% และหรืออัตราเงินเฟ้อเกิน 2.5% ซึ่งตัวเลขล่าสุด ณ เดือน เม.ย. อัตราการว่างงานอยู่ที่ 7.5% ซึ่งตัวเลขที่เคยขึ้นไปถึงเกือบ 10% ในปี 2552 ผ่านไป 4 ปี ตัวเลขว่างงานลดลงเพียง 2.5%
เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่านประธาน FED นายเบน เบอร์แนนคี กล่าวว่า เฟดอาจจะปรับลดวงเงินในการเข้าซื้อพันธบัตรจากเคยเข้าซื้อเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลงถ้าเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวในเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่านี้ ซึ่งเป้าหมายของ FED ก็คืออัตราการว่างงานลดลงต่ำกว่า 6.5% และหรืออัตราเงินเฟ้อเกิน 2.5% ซึ่งตัวเลขล่าสุด ณ เดือน เม.ย. อัตราการว่างงานอยู่ที่ 7.5% ซึ่งตัวเลขที่เคยขึ้นไปถึงเกือบ 10% ในปี 2552 ผ่านไป 4 ปี ตัวเลขว่างงานลดลงเพียง 2.5%
การที่ตัวเลขนี้จะลดลงได้อีก 1% น่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ขณะที่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.1% ยังห่างจากตัวเลข 2.5% อยู่มาก จากการที่เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม้ว่าสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวเรื่อยๆ โดย GDP ไตรมาสแรกปีนี้โต 2.5% เทียบกับไตรมาส 4 ของปี 2555 โตเพียง 0.4% ขณะที่การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โต 12.61% และปริมาณการใช้จ่ายของผู้บริโภคดูดีขึ้นโดยเพิ่มขึ้น 3.2%
จีนมีการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับในอดีต ส่วนญี่ปุ่นจาก ABE Numics นโยบายกระตุ้นเงินเฟ้อของรัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบันได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีของผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสแรกโตขึ้นถึง 3.5% เติบโตมาก เมื่อเทียบกับอดีต
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐและจีนเป็นประเทศที่อุปโภคพลังงานสูงสุดในโลก ได้ขุดพบแหล่งพลังงานใหม่คือ SHALE GAS ทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานอื่นๆ ไม่สูงขึ้น บวกกับเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ จะมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงินและปั๊มเงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก รวมทั้งธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เช่น ธนาคารกลางเกาหลีใต้ลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จาก 2.75% ลดเหลือ 2.5% เพื่อกระตุ้นการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยน ทำให้สินค้าของญี่ปุ่นถูกลงเมื่อเทียบกับสินค้าเกาหลีในสายตาของผู้นำเข้า และธนาคารกลางเวียดนามปรับลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี จาก 8% เหลือเพียง 7% ตามหลังออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
หลังจากที่ประธาน FED แถลงเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลอย่างรุนแรงต่อตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี ขึ้นจาก 1.9% ไปถึง 2.05% ภายในวันเดียว ส่งผลกระทบให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 30 ปี ขึ้นจาก 1.78% เป็น 1.88% และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปี ขึ้นจาก 0.9% เป็น 1% ทำให้ดัชนี Nikkei วันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ตกลงมากกว่า 7% ภายในวันเดียว
ขณะที่ดัชนีหุ้นของประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียจะลดลงเฉลี่ยประมาณ 2% ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่าดัชนี Nikkei มีการพุ่งขึ้นอย่างแรง โดดเด่นกว่าดัชนีอื่นๆ ของโลก โดยดัชนี Nikkei ขึ้นจาก 10,395.18 เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 15,627.26 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ขึ้นมาถึง 5,232 จุด คิดเป็น 50.33% ภายในเวลาน้อยกว่า 5 เดือน ตลาดเริ่มกังวลว่าการทำ Yen Carry Trade เริ่มมีความเสี่ยงขึ้นจากต้นทุนในการทำสูงขึ้น และเม็ดเงินบางส่วนของ Yen Carry Trade ได้นำมาลงทุนในตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เงินเยนที่เคยแข็งค่ามากสุดที่ 77.70 เยน เมื่อปีที่แล้ว ก็อ่อนมาที่ 103.18 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา เงินเยนอ่อนค่าลงมาถึง 32.79% ภายในเวลาเกือบ 8 เดือน นับว่าอ่อนค่าอย่างรวดเร็วมาก
วันนี้ช่วงบ่ายเราคงจะทราบผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือว่าจะลดลง 0.25% ขึ้นอยู่กับว่าทาง กนง. และ ธปท. จะเชื่อตัวเลขที่ทาง สศช. ประกาศออกมาว่าไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยโต 5.3% โดยเฉพาะตัวเลขที่ทาง ธปท.สงสัยคือ การเติบโตของการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคที่โตเพียง 3.2% ซึ่งชะลอตัวจากการขยายตัว 6.8% ในปี 2555 ค่อนข้างมาก ทั้งๆ ที่ตัวเลขสินเชื่อในกลุ่มนี้กลับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เรามาดูความอึดของผู้ว่า ธปท. นะครับ จะต้านแรงกดดันอย่างหนักจากทางฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ยลง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกที่รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า
ส่วนวันที่ 1819 มิ.ย.นี้ เรายังต้องติดตามดูผลการประชุม FED ว่า คำพูดของคุณเบน เบอร์แนนคี ครั้งนี้จะถูกถอดรหัสจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างไร ตามความเห็นของผม ถ้าตลาดหุ้นไทยย่อตัวลงมา เป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนที่พอร์ตยังว่าง น่าจะรีบทำการบ้าน โดยดูผลประกอบการล่าสุดสแกนหาหุ้นที่มีผลประกอบการที่เติบโตโดดเด่น และยังมีมูลค่าหุ้นที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และถือโอกาสสลับสับเปลี่ยนหุ้นในพอร์ต โดยเก็บหุ้นดีๆ เอาไว้ และขายหุ้นที่ผลประกอบการแย่ๆ ออกไป
อย่าเก็บวัชพืชแล้วทิ้งดอกไม้นะครับ







