
ก้าวใหญ่กว่า AEC ก้าวสู่ RCEP (จบ)
วันพุธที่แล้ว เราคุยกันถึงภาพรวมของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP วันนี้เรามาต่อกันเรื่องประโยชน์ของทุกท่านและสิ่งที่ควรทำเพื่อรับมือค่ะ
วันพุธที่แล้ว เราคุยกันถึงภาพรวมของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP วันนี้เรามาต่อกันเรื่องประโยชน์ของทุกท่านและสิ่งที่ควรทำเพื่อรับมือค่ะ
ต้องบอกก่อนว่าทั้ง 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้มีความสัมพันธ์ทางการค้าและความตกลงการค้าเสรีกับอาเซียน หรือ ASEAN+1 บ้างแล้ว ปัญหาคือแต่ละฉบับกำหนดอัตราภาษีต่างกันและกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้าต่างกัน
ความร่วมมือ RCEP จึงมีเป้าหมายที่จะลดความแตกต่างระหว่าง ASEAN+1 ทั้ง 6 ฉบับ สิ่งที่จะได้คือผลดีต่อห่วงโซ่อุปทาน หรือซัพพลายเชนผู้ผลิตสินค้าตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถเลือกใช้วัตถุดิบจากประเทศใดก็ได้ใน 16 ประเทศโดยได้สิทธิลดภาษีตามข้อตกลงที่จะเกิดขึ้น ทำให้ต้นทุนสินค้าถูกลง
อีกเรื่องที่น่าจะได้ประโยชน์คือ ผู้ประกอบการจะมีโอกาสไปลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศใดก็ได้ใน 16 ประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งวัตถุดิบราคาถูกลดต้นทุนการผลิต
สิ่งที่ทุกท่านต้องทำคือ การมองตลาดให้กว้างทั่วทั้ง 16 ประเทศ การมองเรื่องผลิตแค่เพื่อขายในประเทศอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้วค่ะ เราต้องเพิ่มมูลค่าของสินค้า (Value Added) สร้างความน่าเชื่อถือใส่ใจบริการหลังการขายตลอดจนพัฒนาทักษะคนขององค์กรและใช้เทคโนโลยีควบคู่กันไปให้กำไรยังตกอยู่กับคนไทย
สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กจำเป็นต้องมองซัพพลายเชนให้ออกว่า ควรจะทำอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันต้องมองหาพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมต่อยอดธุรกิจ
ความร่วมมือระดับภูมิภาคลักษณะนี้ กำลังจะไม่ใช่แค่ความร่วมมือทางการค้าอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่ในการเข้าสู่ตลาด” แม้ว่า RCEP มีแนวทางในการวางมาตรฐานไม่สูงเท่าความร่วมมืออื่นที่ประเทศฝั่งตะวันตกวางไว้ แต่ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญให้เราต้องมีมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ เช่น มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี
เราควรปรับปรุงกฎระเบียบภายในให้รองรับแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศ ทั้งด้านมาตรฐานสุขอนามัย มาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การกีดกัน แต่เป็นการเล่นตามกติกา เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตรภายในประเทศ รวมทั้งปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าราคาถูก แต่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน
นับจากนี้คือ เวลาที่เราทุกคนจะต้อง Think Global แต่ Act Local ให้มากขึ้นค่ะ







