
โอกาสของคนฉลาดที่ขี้เกียจ
โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
เราเล่าให้ฟังครั้งก่อนในเรื่องของกลุ่ม Generation ต่างๆ ที่มีบทบาทต่อประเทศและต่อโลกที่แตกต่างกัน กลุ่มคนรุ่นที่เรียกได้ว่า “ชีวิตโหด” กลุ่มหนึ่งก็หนีไม่พ้นพวก Baby Boomers เพราะคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมาก เพราะเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พ่อแม่เห็นสงครามแล้วกลัว ก็เลยมีลูกกันมากๆ เผื่อเกิดสงครามอีกจะได้เหลือลูกสักคนที่รอดชีวิตไว้สืบสกุล
จากความคิดเหมือนๆ กันของคนเหล่านั้น ก็ทำให้เกิด Baby Boomers คือ “ลูกดกทุกบ้าน” อย่าแปลกใจที่พ่อแม่เรามีลุง ป้า น้า อา เต็มบ้านไปหมด ปัญหาหลักๆ ของคนเหล่านี้คือ เขาทำงานเก็บเงินเพื่อสร้างชีวิตที่มั่นคง แต่พอตอนแก่ใกล้ๆ เกษียณก็เกิด World Financial Crisis “วิกฤตเศรษฐกิจโลก” ทำให้บางคนถึงกับเสียเงิน|ที่เก็บมาทั้งหมดและต้องเริ่มกันใหม่เลยทีเดียว เรียกได้ว่า มันโหดตอนเข้าสู่วัยชราจริงๆ
ซึ่งถ้าเทียบระหว่าง Baby Boomers กับ Gen X หรือ Gen Y ก็คือ “ไม่มีโอกาสตั้งตัว เรียกได้ว่า โดนวิกฤตแรงๆ ตลอด” ทำให้|หลายๆ คนต้องกลับมาทำงานหลังเกษียณ สิ่งเหล่านี้มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ส่งผลโดยตรงต่อความคิดของคนรุ่นต่อๆ มา ถ้าลองถามเด็กรุ่นใหม่ Gen Y ในปัจจุบัน เขาจะมองว่า “รุ่นพ่อแม่ทำงานหนักไป บางคนทำงานเก็บเงินตลอดชีวิต อยู่อย่างประหยัด และสุดท้ายก็มาเสียเงินกับสิ่งที่ไม่คาดคิด” ประเด็นเหล่านี้มันทำให้คนรุ่นต่อๆ มาย้อนถามว่า “ชีวิตของ Baby Boomers เขาอยู่ไปเพื่ออะไร เพราะที่เห็นๆ ก็คือ ทำแต่งาน แต่ไม่เคยมีความสุข เพราะเขามีชีวิตเพื่อลูกๆ ต่อไป” แปลกดีนะ หลายๆ คนทำงานเพื่อลูก โดยที่คุณไม่เคยถามลูกเลยว่า จริงๆ แล้วเขาต้องการอะไรจากคุณ เขาต้องการเงินคุณ หรือเขาต้องการเวลาคุณกันแน่?
“คุณภาพชีวิตมีต้นทุน เพราะมันมาพร้อมความกดดัน” ทุกวันนี้หลายๆ คนมองว่า ความเจริญทางวัตถุและเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และใครก็ตามที่รวยเร็วและเกษียณให้ไว เป็นเรื่องที่เป็นความฝันอันสูงสุด...จริงหรือ?
ไม่จริงเลย การทำงานให้หนักเพื่อเกษียณให้เร็ว ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องของการใช้ชีวิต เพราะถ้าคิดให้ดีๆ ส่วนหนึ่งของชีวิตก็คือ “การทำงาน” หลายคนพูดว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน อันนี้ผมว่ามันจริง เพราะคนเราจะมีคุณค่า มันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณมีเงินในกระเป๋าเท่าไหร่ แต่มันอยู่ที่ว่า คุณสามารถสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้เท่าไหร่ แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่คิดขึ้นมาในปัจจุบันคือ ต้องทั้งสร้างประโยชน์ให้คนอื่นและตัวเองก็ต้องรวยและมีความสุขไปพร้อมๆ กัน
โอ้โห!! คุณว่ามันทำได้จริงหรือเปล่า ที่เราจะเปลี่ยนกฎที่เขาทำกันต่อๆ มาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ที่ทำงานหนักเพื่อความสุขของลูกให้กลายมาเป็นการทำสิ่งที่ตัวเองมีความสุข สร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง และสามารถสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้ด้วย ...ใช่!! มันทำได้จริง อย่าง Bill Gates หรือ Warren Buffett สุดท้ายหลังจากที่เขา Proved ตัวเองว่าสำเร็จทางการหาเงิน แล้วก็มาถึงการต้องการ Proved ว่า “เงินที่เขาหาสามารถสร้างประโยชน์ อย่างแรกตัวเขาโคตรรวย และอย่างที่สอง เขาต้องการท้าทายประเด็นที่ว่า เงินก้อนที่เขาคืนกลับสู่สังคม มันต้องทำให้สังคมดีขึ้นด้วยเงินที่คุ้มค่าที่สุด”
อย่างในเมืองไทยเอง เราเห็น Case Study อย่าง “คุณตัน” ที่สร้างองค์กร “ไม่ตัน” ขึ้นมาแบ่งผลประโยชน์ให้คนอื่น ในขณะที่สร้างความมั่งคั่งของตัวเองเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน
ทั้งหมดที่กล่าวมา ถ้าคิดให้ดี จะเห็นได้ว่า ที่เราสามารถทั้งรวย ทั้งให้ประโยชน์แก่คนอื่นในเวลาเดียวกัน ก็เพราะ “เรามีเครื่องมือมากขึ้น” ...ฮึ่ม!! หลายๆ คนอ่านมาถึงว่า “ต้องมีเครื่องมือ” ก็อาจจะคิดถึงกระเป๋าหน้าท้องโดราเอมอนที่สามารถหยิบของวิเศษอะไรขึ้นมาก็ได้
“เครื่องมือวิเศษที่ทำให้คนใช้รวยโคตรๆ และมันยังให้ประโยชน์แก่คนอื่นด้วย” มันก็คือมุมมองแบบ “ยิ่งให้ ยิ่งได้ หรือ Win-Win นั่นเอง” ทุกวันนี้ค่านิยมแบบเก็บสะสมทุกอย่างเข้าตัว มันเริ่มใช้ไม่ได้ เพราะสุดท้ายมันเหมือนทำงานให้หนักให้เหนื่อยในเวลานั้นๆ เพื่อจะกอบโกยเข้าหาตัวเองให้เร็วและมากที่สุด มันเป็นต่อก่อกำเนิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ถ้านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องการรวยเร็ว ก็ต้องกู้ให้เกินตัว สร้างให้เร็ว ให้เกินตัวให้มากที่สุด แต่ปัญหามันเกิดเมื่อทุกคนเริ่มมองเหมือนกันและทำตามๆ กัน สุดท้ายวิกฤตของจริงของอสังหาฯ หรือสิ่งต่างๆ ก็จะเข้ามาในเวลาที่ทุกคนแห่สร้างจนเกินความต้องการที่แท้จริงของตลาด
เดี๋ยวเรามาทำความเข้าใจในเครื่องมือการเงินในรูปแบบ “ยิ่งให้ ยิ่งได้” กันว่ามันทำงานอย่างไร!!







