
ศก.ไทยชะลอกดดันกนง.พิจารณาดอกเบี้ย
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ชี้ เศรษฐกิจไตรมาสแรกชะลอ ทำให้กนง.หนักใจการพิจารณาดอกเบี้ยพรุ่งนี้
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ชี้ เศรษฐกิจไตรมาสแรกชะลอ ทำให้กนง.หนักใจการพิจารณาดอกเบี้ยพรุ่งนี้
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ระบุว่า กลับมาเป็นประเด็นกดดันคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้ลดดอกเบี้ยกันอีกครั้ง หลังสภาพัฒน์ฯ เปิดเผยตัวเลขจีดีพีในไตรมาสแรกของไทย ขยายตัวต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ เพียง 5.3% ต่อปี ลดฮวบฮาบลงจากระดับ 19.1% เมื่อปลายปีก่อน และหลุดคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่คาดว่าน่าจะขยายตัวได้ 6% แต่ยังรวมไปถึงประมาณการของตัวแบงก์ชาติเองด้วย ซึ่งประเมินไว้ว่าน่าจะเติบโตได้ถึง 7%
ตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง จีดีพีรายไตรมาสเคยขยายตัวต่ำสุดในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 54 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวถึง 8.9% เป็นสาเหตุหนึ่งให้ กนง. ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงสองครั้งติดต่อกัน ครั้งละ 0.25% ดังนั้น ตัวเลขจีดีพีไทยที่ยังอยู่ในแดนบวกดังเช่นในปัจจุบันจึงอาจมิใช่เหตุผลที่ “แรงพอ” ให้ กนง. หั่นดอกเบี้ย และที่จริงแล้วอัตราการขยายตัวที่ระดับ 5.3% นั้นยังนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของการขยายตัวในช่วงสิบปีที่ผ่านมาอยู่เกือบ 1% เลยทีเดียว
จากการศึกษาของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี พบว่า จีดีพีไตรมาสแรกของไทยยังคงยืนเหนือแนวโน้มระยะยาว (หรือที่เรียกว่าระดับศักยภาพ) เล็กน้อย ที่ระดับ 0.8% จากเดิมที่เคยอยู่สูงกว่าระดับศักยภาพถึง 4% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 55 ในขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ยังคงยู่สูงกว่าระดับศักยภาพประมาณ 1% และ 2% ตามลำดับ ดังนั้น การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์อาจจะเป็นการที่เศรษฐกิจกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) ก็เป็นได้ หลังจากที่เร่งตัวขึ้นสูงมากในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี การที่เศรษฐกิจยังไม่มีสัญญาณชะลอตัวที่ชัดเจนดังเช่นในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าไร้ความเสี่ยงที่จีดีพีในไตรมาสสอง (และถัดๆ ไป) จะหลุดลงมาขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจหักหัวกลับสู่ระดับศักยภาพอย่างรวดเร็ว ซึ่งในประเด็นนี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ประสาร ไตรรัตนวรกุล ได้กล่าวกับสื่อมวลชนไว้ก่อนหน้านี้ว่า “ถ้าเศรษฐกิจโตไม่เต็มศักยภาพ นโยบายการเงินต้องมาเติมให้เต็ม ถ้าเศรษฐกิจผ่อนแรงขับเคลื่อนหรือโมเมนตัมน้อย ดอกเบี้ยก็สามารถผ่อนได้ แต่ต้องดูให้รอบคอบก่อนพิจารณา”
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันชะลอตัวแล้วหรือยัง แต่ควรให้น้ำหนักไปข้างหน้าว่า สัญญาณลบทางเศรษฐกิจที่ก่อตัวขึ้นแล้ว และ/หรือ คาดว่าอาจเกิดขึ้น จะรุนแรงและกระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจในวงกว้าง จนอาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีไม่สอดคล้องกับระดับศักยภาพหรือไม่
ในสภาวะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ช่วยเปิดช่องว่างให้สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของแบงก์ชาติก็คงจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมในการประคับประคองอุปสงค์ในประเทศเอาไว้ อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงได้ในระยะต่อไป ดังที่ ธนาคารกลางหลายแห่ง เช่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ อินเดีย อิสราเอล และเวียดนาม ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เพื่ออุ้มอุปสงค์ภายในประเทศ และทัดทานการแข็งค่าของสกุลค่าเงินในประเทศตน ภายใต้สถานการณ์ส่งออกที่ยังไม่สู้ดีนัก กดดันให้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25%
แต่การขยายตัวต่อเนื่องของสินเชื่อครัวเรือน และการปรับตัวขึ้นของราคาสินทรัพย์ จนอาจกระทบต่อเสถียรภาพการเงินของประเทศในอนาคต จะยังคงเป็นความกังวลหลักที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)บางท่านอาจสนับสนุนให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จึงต้องติดตามในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการประชุมที่หนักใจที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับ กนง. ก็ว่าได้ และคงเป็นอีกหนึ่งครั้งที่สาธารณชนจะจับตามองผลการประชุมมากที่สุด...ว่าสุดท้ายแล้ว...จะลดหรือไม่ลด (ดอกเบี้ย)







