
มิชชั่นสำคัญ 'ปลดประสาร'
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มี ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธาน ในวันพุธที่ 29 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณานโยบายดอกเบี้ย
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มี ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธาน ในวันพุธที่ 29 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณานโยบายดอกเบี้ย เป็นประเด็นที่ตลาดเงิน และนักลงทุนต่างพากันติดตามอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากการตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยลงมา หรือตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ในอัตราเดิมที่ระดับ 2.75% ล้วนมีผลกระทบในวงกว้าง
หากลดดอกเบี้ยลงมา ก็ต้องติดตามว่า กนง.จะมีมติปรับลดลงในระดับที่ฝ่ายการเมืองพอใจหรือไม่ และจะมีผลต่อต้นทุนทางการเงินในระบบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน สามารถลากพาเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว และลดแรงจูงใจของเงินทุนที่ไหลบ่าจนกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่ารวดเร็วได้หรือไม่
แต่หากที่ประชุม กนง.มีมติคงดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม เพราะกลัวเกิดผลข้างเคียงจากปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่พุ่งพรวดเติบโตในระดับ 18-20% ย่อมเกิดแรงสะเทือนต่อเก้าอี้ผู้ว่าการ ธปท.ไม่น้อย
เพราะนั่นเท่ากับเป็นการปฏิเสธ และ “ดื้อแพ่ง” ต่อความต้องการของรัฐบาล และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นครั้งที่ 3
หาก กนง.ยังคงดอกเบี้ยไว้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่เพียงแต่จะเป็นการตบหน้าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างแรงเท่านั้น หากแต่เป็นการตบหน้าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะด้วย
ไม่แน่ว่านั่นอาจนำไปสู่การปลดผู้ว่าการ ธปท.ออกจากตำแหน่งเร็วขึ้น หลังจากมีความพยายามมาแล้วหลายครั้งหลายครา
อย่าลืมว่า กิตติรัตน์ เคยออกมาส่งเสียงดังๆ ต่อสาธารณะแล้วว่า คิดที่จะปลดผู้ว่าการ ธปท.ออกจากตำแหน่งทุกวัน เพราะไม่สนองรัฐบาลด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อชะลอเงินทุนไหลเข้าที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง จนส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยมีปัญหา
แม้ว่าจะเป็นเรื่องแค่คิด ยังไม่ได้ทำ แต่คำพูดที่ไม่ควรหลุดจากปาก รมว.คลังนั้น คือสัญญาณชัดว่ารอยร้าวในการทำงานระหว่าง “ประสาร” กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้นไปกันไม่ได้
เดิมพันของรัฐบาลในครานี้ คือ ที่ประชุม กนง.ต้องลดดอกเบี้ยลงมาสถานเดียว
แม้ว่าการลดดอกเบี้ยลงมานั้น ไม่แน่ว่าจะกู้เศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ในทันที และไม่แน่ว่าจะลดการไหลบ่าของเงินทุนจนกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่ารวดเร็วจนขีดความสามารถในการส่งออกของไทยลดลงจนหลุดเป้าที่ตั้งไว้ 9% ได้หรือไม่
แต่อย่างน้อยสุด รัฐบาลก็จะได้อานิสงส์ในสองด้าน
ด้านหนึ่ง ย่อมทำให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลที่จะมีการกู้ยืมมาลงทุนมหาศาลไม่น้อยกว่า 2.3 ล้านล้านบาทในระยะอันใกล้ลดลง
นี่อาจจะเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันหน้าตักของรัฐบาลแทบจะไม่มีเงินใช้ เพราะมีการก่อหนี้มากมายจนงบประมาณรายจ่ายประจำปีถูกตัดไปจ่ายดอกเบี้ยแทบหมด ถ้าลดดอกเบี้ยลง 0.50% หมายถึงการประหยัดเงินก้อนโตจากการกู้ยืม
อีกด้านหนึ่ง ย่อมทำให้กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ที่อิงแอบอยู่กับรัฐบาลทั้ง แสนสิริ เอสซี แอสเสท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้รับอานิสงส์จากต้นทุนการเงินที่ลดลง และหนุนส่งกำลังซื้อของลูกค้าให้เพิ่มขึ้น
แต่ถ้าไม่ลงดอกเบี้ยรอบนี้ เครดิตของรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง รวมถึงเครดิตรัฐบาลก็จบ และตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ก็คงจบเช่นกัน
เนื่องจากอาวุธในการแทรกแซงและกดดันให้ ธปท.สนองนโยบายในการบริหารเศรษฐกิจเพื่อให้เติบโตได้ 7% นั้น ถูกหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและเครือข่ายใช้ไปแทบจะหมดสิ้นแล้ว
แถมภารกิจสำคัญที่รัฐบาลนี้กำลังผลักดันด้วยการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแผนการว่าจะดึงเงินทุนสำรองที่มีอยู่ประมาณ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะในบัญชีสำรองพิเศษที่มีกำไรอยู่ร่วม 8.5 แสนล้านบาท ออกมาสนับสนุนการลงทุนของรัฐบาลด้วยการตั้งกองทุนขึ้นมายังไม่บรรลุผล
เนื่องจาก ประสาร ไประบายความในใจผ่านจดหมายถึงอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในวารสารภายในของ ธปท.ว่า รัฐบาลกำลังแทรกแซงการทำงานของ ธปท.อย่างหนักจนทำให้รัฐบาลหาช่องเอาผิด ประสาร ให้ออกจากตำแหน่ง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างที่คิด
อย่าลืมว่า ปมความขัดแย้งระหว่าง ประสาร กับแกนนำรัฐบาลนั้นขัดขากันแทบทุกเรื่อง และแทบทุกเรื่องล้วนมีผลเป็น “นัยสำคัญ” ต่อการทำงานของรัฐบาล
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ออกมาให้ความเห็นในแง่ลบเกี่ยวกับโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ทำให้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง และเริ่มมีปัญหาฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน ที่มีประเด็นอื้อฉาวในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ฝ่ายค้านนำข้อมูลเส้นทางการโอนเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประมูลข้าวของรัฐบาลและพยายามชี้ให้เห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากล
แกนนำของรัฐบาลมองว่า ข้อมูลการเงินที่ฝ่ายค้านนำมาใช้มัดรัฐบาลมาได้จากสองแหล่งเท่านั้น คือ จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือไม่ก็มาจาก ธปท.เท่านั้น โดยขณะนี้คดีนี้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับเรื่องสอบเอาผิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์
นอกจากนี้ ธปท. ยังเข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) แล้วระบุไว้ในรายงานการตรวจสอบว่า มีเครือญาติของผู้นำประเทศได้รับการโอนเงินจากลูกหนี้ที่ได้สินเชื่อ และมีความเกี่ยวข้องทำธุรกิจด้วยกัน จนทำให้กระทรวงการคลังต้องตั้งกรรมการตรวจสอบ เพื่อหาช่องกลบเรื่องไว้ใต้พรมอยู่ในปัจจุบัน
นี่ไม่นับรวมข้อมูลที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ที่ออกมาปูดข้อมูลว่า การที่ ธปท.ไม่ลดดอกเบี้ยลงมา โดยอ้างว่าทำให้เงินบาทแข็งจนผู้ส่งออกได้รับผลกระทบนั้น ความจริงแล้วผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจจะเป็นรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลจะขายข้าวในสต๊อกยากขึ้น เพราะถ้าอยากจะได้เงินบาทเท่าเดิมก็ต้องตั้งราคาขายสูงขึ้น ซึ่งทำให้ขายได้ยาก แต่หากไม่ขึ้นราคาขายก็จะได้เงินบาทลดลง จะขาดทุนมากขึ้น และจะกระทบงบประมาณมากขึ้น
หลากประเด็นเหล่านี้คือปมใหญ่ที่ทำให้เกิดสหสามัคคีของคนในฝั่งรัฐบาลที่ต่างดาหน้าออกมากดดัน ธปท.ให้ลดดอกเบี้ยลงมา และหาทางปลดผู้ว่าการ ธปท.อยู่ตลอดเวลา
ถึงขนาดมีความคิดแก้กฎหมาย ธปท. เพื่อให้ปลดผู้ว่าการ ธปท.ได้ง่ายขึ้น
แม้แต่ วีรพงษ์ รามางกูร ประธาน ธปท. และอดีต รมว.คลัง ก็ยังออกมาขย่มว่า การที่ ธปท.ไม่ลดดอกเบี้ยจะทำให้ผลขาดทุนของ ธปท.สูงถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะกลายเป็นวิกฤตเหมือนปี 2540
ปมเหล่านี้จึงทำให้เก้าอี้ผู้ว่าการ ธปท.เป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลในการสกัดปัญหา
ในเมื่อการลดดอกเบี้ยและการหาทางใช้เงินก้อนโตที่อยู่ในมือ ธปท.เป็นทางลัดที่จะดันให้เศรษฐกิจพองโตขึ้นมา แต่ยังมีผู้ว่าการ ธปท.มาขวางเป็นหอกข้างแคร่ ก็ไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลจะอยากเปลี่ยนตัว







