
โอดต้นทุนพุ่งร้องรัฐขึ้นราคารับซื้อน้ำนมดิบ
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมร้องรัฐ ปรับราคารับซื้อน้ำนมดิบ หลังค่าแรงอาหารสัตว์แพง ทำต้นทุนพุ่ง
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมร้องรัฐ ปรับราคารับซื้อน้ำนมดิบ หลังค่าแรงอาหารสัตว์แพง ทำต้นทุนพุ่ง
นายนพดล ตันวิเชียร รองผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้ทำหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้ที่ประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) พิจารณาขึ้นราคารับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกร จากปัจจุบันที่กำหนดราคารับซื้อไว้ที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม โดยเรียกร้องให้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก 5%
เกษตรกรชี้แจงเหตุผลในการขอขึ้นราคารับซื้อว่า เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังไม่ได้มีการอนุมัติให้ขึ้นราคารับซื้อน้ำนมดิบมานานแล้ว และเพื่อให้เกษตรกรมีกำไรประมาณ 20% ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาราคาสินค้าเกษตร จึงเสนอให้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็น 18.1518.20 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งคาดว่ามิลค์บอร์ดจะเรียกประชุมในเร็วนี้
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อเดือน มี.ค. 2554 ให้ปรับราคารับซื้อน้ำนมดิบเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับเพิ่มราคาเป็น 18 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมราคา 17 บาทต่อกิโลกรัม โดยให้มีผลนับแต่วันที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์ อนุญาตให้ผู้ประกอบการนมพาณิชย์ปรับราคาขายได้การปรับเพิ่มราคารับซื้อน้ำนมดิบ 18 บาทต่อกิโลกรัมนั้น คิดจากต้นทุนการผลิตน้ำนมโคเฉลี่ยไตรมาสที่ 4 ปี 2553 ที่ราคา 14.04 บาทต่อกิโลกรัมเป็นฐาน แต่เพื่อให้ครอบคลุมราคาอาหารสัตว์ที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้น จึงให้ใช้ต้นทุนการผลิต 14.25 บาทต่อกิโลกรัม บวกกำไรเบื้องต้นของเกษตรกร 2.60 บาทต่อกิโลกรัม และค่าบริหารจัดการศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ 1.15 บาทต่อกิโลกรัม"นายศุภชัยกล่าว
&<2288;
นายนพดล กล่าวว่า ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมของนมไทยคือ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากค่าแรงแรงงาน และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากนโยบายรับจำนำ และพันธุ์โคนมที่ให้ผลผลิตต่อตัวน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีสภาพอากาศเอื้ออำนวย เช่นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเวียดนาม ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวทำให้ผลผลิตนมในปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 57% ต่อปีจากเป้าหมาย 10%
“ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรและค่าแรง ทำให้เกษตรกรไม่มีกำไรจากการเลี้ยงโคนม ประกอบกับรัฐบาลคุมราคานมและผลิตภัณฑ์ที่ปลายทาง ทำให้ภาคเอกชนและวงการนมทั้งหมดมีปัญหามาก เกษตรกรจึงได้เสนอให้มีการทบทวนราคารับซื้อ เพราะมิเช่นนั้นเกษตรกรก็อยู่ลำบาก ยอมรับว่าที่ผ่านมามีปัญหานมล้นตลาดทำให้ภาครัฐกังวล ในเรื่องการส่งเสริมการผลิต” นายนพดล กล่าว
สำหรับ อ.ส.ค.อยู่ระหว่างการขยายการผลิตไปสู่การผลิตนมเปรี้ยวพร้อมดื่มซึ่งมีมูลค่าตลาดถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการปรับปรุงเครื่องจักร ซึ่งในปัจจุบัน อ.ส.ค.มีกำลังการผลิตประมาณ 3,000 ตันต่อวัน มีกำไรจากปีที่ผ่านมาประมาณ 200 ล้านบาท
ปัจจุบันมียอดการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศประมาณ 1 ล้านตันต่อปี เนื่องจากราคาถูกกว่าราคาในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากมีการส่งเสริมและดูแลจริงจัง ก็คาดว่าจะทำให้ราคานมในประเทศถูกลงและแข่งขันกับต่างประเทศได้ ซึ่งขณะนี้ประเทศเวียดนาม กำลังเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน







