
โลกหยุดปั่นป่วน ญี่ปุ่นสยบความสับสน
โลกผ่อนคลายลง เมื่อตลาดตั้งสติว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงจะยังไม่ถอนสมออัดฉีดเงินหรือผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ภายในเร็วๆ นี้หรอกทำให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรฟื้นตัวกันถ้วนหน้า
โลกผ่อนคลายลง เมื่อตลาดตั้งสติว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงจะยังไม่ถอนสมออัดฉีดเงินหรือผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ภายในเร็วๆ นี้หรอกทำให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรฟื้นตัวกันถ้วนหน้า
โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่น หลังจากดัชนีนิกเกอิดิ่งลงเหวลึกที่สุดกว่า 7% เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา แม้วันรุ่งขึ้นจะดีดกลับมา ปิดตลาดบวกขึ้นได้เล็กน้อย 0.89% หรือ 128.47 จุด ไปอยู่ที่ 14,612.45 จุด แต่การซื้อขายหุ้นเป็นไปอย่างผันผวนตลอดทั้งวัน หลังจากเปิดตลาดบวกได้ถึง 3% ก่อนจะดิ่งลงในระดับ 3% เช่นกันในช่วงบ่าย เช่นเดียวกับเงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 102.50 เยนต่อเหรียญสหรัฐในช่วงเช้า ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 101.82 เยนต่อเหรียญสหรัฐในช่วงบ่าย
ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐและเอเชียแห่งอื่นๆ เริ่มตั้งหลักได้ เพราะได้ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐออกมาดีช่วยพยุง
วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ กล่าวว่า เฟดคงจะยังไม่ตัดสินใจเรื่องคิวอีภายในเร็วๆ นี้ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงรออยู่ข้างหน้า ประมาณเดือน ส.ค.หรือ ก.ย.นี้ สภาจะมีการพิจารณาอภิปรายเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งหากไม่ทันตามกำหนดจะสร้างปัญหาใหญ่ตามมามากมาย เพราะไม่มีเงินจ่ายเงินเดือน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คิวอีจะต้องคงอยู่ต่อไป
ทางฝั่งยุโรป วิศิษฐ์ กล่าวว่า ตลาดให้ความสำคัญกับการประชุมสุดยอดผู้นำอียู ในวันที่ 28-29 มิ.ย.นี้ ว่าจะมีมติอัดฉีดเงินเข้าเอสเอ็มอีและภาคธุรกิจโดยตรงหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากก่อนนี้ที่ให้ความช่วยเหลือภาคสถาบันการเงินเท่านั้น
“ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยเม็ดเงิน แต่หากอัดฉีดจริงอย่างที่คาดกันไว้ ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นกลับมาคึกคักอีกครั้ง”
สำหรับผลกระทบต่อญี่ปุ่น ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ออกโรงยอมรับว่า ญี่ปุ่นจำเป็นต้องสื่อสารกับตลาดการเงินให้ดีขึ้นกว่าเดิม และจำเป็นต้องดำเนินมาตรการอัดฉีดทางการเงินอย่างระมัดระวัง หลังจากที่ตลาดหุ้นโตเกียวประสบภาวะผันผวนครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 23 พ.ค. จนดิ่งลงไปถึง 7.3% หรือต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2554
“เรากำลังดำเนินมาตรการทางการตลาดที่ยืดหยุ่นมาก ซึ่งการผันผวนของอัตราดอกเบี้ยนั้นควรถูกจำกัดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังควรมีการสื่อสารและสนทนากับตลาดการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ตลาดทุนควรจะมีเสถียรภาพ ในขณะที่เรากำลังดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและปรับดัชนีราคาให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” เอพีอ้างถ้อยแถลงของคุโรดะ ที่กรุงโตเกียว
อย่างไรก็ตาม บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมไปถึงนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ยังคงย้ำเจตนารมณ์เดิมที่จะเดินหน้านโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลังอย่างเป็นระบบต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเงินฝืดที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษ
ทั้งนี้ หลังจากที่บีโอเจอัดฉีดงบประมาณซื้อพันธบัตรอีก 2 ล้านล้านเยน (ราว 5.78 แสนล้านบาท) เพื่อเข้าแทรกแซงหลังดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีที่ 1% ได้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 0.83% ระหว่างการซื้อขายเมื่อช่วงบ่ายวานนี้
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าทิศทางการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นนั้น จะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จากผลพวงของนโยบายอาเบะโนมิกส์
ทางด้านรอยเตอร์สเปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ต่อแผนกระตุ้นอาเบะโนมิกส์ว่า มีสิทธิล้มเหลวหรือสะดุดหากนักลงทุนและผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น จนทำให้รัฐบาลและบีโอเจมีทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจลดน้อยลง
รอยเตอร์สระบุว่า ความผันผวนอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนให้เห็นว่าแผนกระตุ้นของรัฐบาลญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวมากเพียงใด เพราะแค่มีข่าวกระทบความเชื่อมั่น นักลงทุนก็พร้อมเทขายหรือเข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาดทันที และนับเป็นบททดสอบใหญ่ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอาเบะว่าจะสามารถดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อคงความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนและผู้บริโภคได้ตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่







