
นโยบายเศรษฐกิจไทยภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน (ตอนที่ 1)
ในปีนี้ผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณของผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 ที่แม้ว่าจะขยายตัวได้ 5.3% แต่ถือเป็นการชะลอตัวลง 2.2% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล จนสภาพัฒน์ต้องตัดสินใจปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือ 4.2.5.2% จากเป้าเดิม 4.55.5% ทันที
ในปีนี้ผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณของผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 ที่แม้ว่าจะขยายตัวได้ 5.3% แต่ถือเป็นการชะลอตัวลง 2.2% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล จนสภาพัฒน์ต้องตัดสินใจปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือ 4.2.5.2% จากเป้าเดิม 4.55.5% ทันที
ยิ่งเมื่อพิจารณาจากตัวเลขการส่งออกไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวได้เพียง 4.5% ขณะที่การส่งออกของไทยไตรมาส 4 ปี 2555 ก็อยู่ในระดับสูงถึง 18.2% แต่อยู่ดีๆ การส่งออกก็ชอร์ตไปอย่างกะทันหัน แต่ดูเหมือนว่า สภาพัฒน์บอกว่าการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบไปแล้ว และเงินหายไปร่วมกว่า 1.8 แสนล้านบาท ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2556 ต้องเผชิญกับการเพิ่มสูงขึ้นของค่าเงินบาทอย่างรวดเร็ว และเป็นการแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค
ผมคิดว่าในระยะต่อจากนี้ไป รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลความผันผวนของค่าเงินมิให้กระทบต่อศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาว และรักษาศักยภาพการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2556 ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ผมประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ 3 ด้าน ได้แก่ (1) ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจในโลก (Quantitative Easing) โดยจะเห็นได้ว่าประเทศอุตสาหกรรมหลัก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ได้เลือกที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศตนเอง โดยได้มีการขยายปริมาณเงินอย่างมหาศาลจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการว่างงานลดลงเป็น 6.5% ในสหรัฐ และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2% ในญี่ปุ่น เป็นต้น
แน่นอนว่านโยบายการขยายปริมาณเงินจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นอ่อนค่าลง ตามฐานปริมาณเงินที่เพิ่มสูงขึ้น และการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินได้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศนั้นลดต่ำลงมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้มาตรการขยายปริมาณเงิน ซึ่งทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลจากประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำไปสู่ประเทศที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าในช่วงที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ได้มีการขยายขอบเขตการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง โดยญี่ปุ่นประกาศขยายปริมาณเงินเดือนละ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐอเมริกายังคงมาตรการขยายปริมาณเงินเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และล่าสุดธนาคารกลางยุโรปปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.5 มาอยู่ที่ร้อยละ 1.0 ตามมาด้วยประเทศออสเตรเลียที่ลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% สภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันของการไหลเข้าของเงินกองทุนและค่าเงินแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย
(2) สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกของปี 2556 ยังฟื้นตัวอย่างล่าช้า สะท้อนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่ปรับลดการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกจาก 3.5% เป็น 3.3% โดยเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาแม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นแต่ยังต่ำกว่าการคาดการณ์ ภาคเศรษฐกิจจริงของกลุ่มประเทศยูโรโซนยังอยู่ในช่วงหดตัวและยังไม่มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นที่ชัดเจน เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์และต่ำกว่าการขยายตัวในไตรมาส 4 ของปี 2555 เช่นเดียวกับเศรษฐกิจอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่ขยายตัวในอัตราชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าภาวะเศรษฐกิจโลก จึงส่งผลกระทบต่อคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทยทั้งอาเซียน สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป รวมถึงตลาดใหม่ เช่น อินเดีย เป็นต้น
(3) เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ผมเห็นว่า แม้ว่าการดำเนินนโยบายผ่อนคลายจะมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น รวมทั้งสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมก็ตาม แต่ก็ได้สร้างผลกระทบที่มา Offset ทำให้การส่งออกของไทยได้รับผลเสียอยู่เหมือนกัน เนื่องจากการขยายปริมาณเงินของประเทศพัฒนาแล้วทำให้ค่าเงินบาทของไทยมีทิศทางแข็งค่าหรือสินค้าส่งออกของไทยแพงขึ้นในตลาดโลก
นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเยนมีแนวโน้มที่จะส่งผลด้านลบต่อการไหลเข้าของเงินลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่น และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เนื่องจากราคาปัจจัยการผลิตในไทยจะสูงขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินเยน จากข้อมูลเงินทุนเคลื่อนย้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย จะเห็นได้ว่า การดำเนินนโยบายผ่อนคลายในโลก ส่งผลให้ประเทศไทยมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2556 มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าไทยสุทธิ 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องจาก 1.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 โดยที่การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในตราสารภาครัฐของไทย
เอาไว้ฉบับหน้ามาดูข้อสังเกตกันต่อนะครับ
ด้วยสาเหตุนี้ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2556 ถึงปัจจุบันแรกค่าเงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นประมาณ 5.6% ซึ่งเป็นค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ความสามารถทางการแข่งขันในการส่งออกของไทยลดลง ในไตรมาสแรกของปี 2556 การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 5.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพียง 4.5% อีกทั้งยังเป็นการขยายตัวจากฐานการขยายตัวที่ต่ำในไตรมาสแรกของปี 2555 ซึ่งเรายังคงต้องลุ้นกันต่อไปว่ามูลค่าการส่งออกไทยในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ 9% ได้หรือไม่
ผมอาจจะให้ภาพเศรษฐกิจไทยที่ดูน่ากลัวสักนิด แต่ผมยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะสามารถผ่านคลื่นมรสุมการเงินโลกไปได้ครับ ส่วนหนึ่งเพราะปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็น
(1) ภาวะเงินเฟ้อและการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2556 อยู่ที่ 2.9% อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.7% ของกำลังแรงงาน
(2) ฐานะทางการคลังอยู่ในระดับที่มั่นคง หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่เพียง 44.1% ของจีดีพี
(3) ฐานะทางการเงินและเสถียรภาพด้านต่างประเทศของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ 1.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 10.3 เท่าของมูลค่านำเข้าเฉลี่ยในปี 2555 และคิดเป็น 3 เท่าของมูลค่าหนี้สินต่างประเทศระยะสั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2555 เกินดุล 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 0.7% ของจีดีพี และในไตรมาสแรกของปี 2556 ประเทศไทยยังคงมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องที่ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ภาคการผลิตและบริการหลายสาขาที่ยังมีศักยภาพ เช่น นักท่องเที่ยวในไตรมาสแรกของปี 2556 มีจำนวน 6.8 ล้านคน ขยายตัว 18.9% สร้างรายได้ 3.5 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25.6%
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ดีพอควร แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นก็คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดนะครับ ในตอนที่ 2 ผมจะขอวิเคราะห์ว่าเราควรที่จะต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังไงต่อไปครับ







