
ทันสถานการณ์
เร่งขยายสุวรรณภูมิดอนเมือง
เร่งขยายสุวรรณภูมิดอนเมือง
นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทอท.อยู่ระหว่างเร่งขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 และการปรับปรุงอาคาร 2 สนามบินดอนเมือง เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้เสนอระดับนโยบายเพื่อเปิดให้บริการที่สนามบินดอนเมืองเต็มรูปแบบแล้ว และจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาอีกครั้ง
ทั้งนี้ ทอท.ยังเตรียมเพิ่มรถให้บริการเชื่อมโยงระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองมากขึ้น หลังพบว่ามีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยจะหารือร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ภายใน 1-2 เดือนนี้ ขณะเดียวกันยังได้หารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จัดขบวนรถไฟให้บริการจากสถานีทับช้างมักกะสันดอนเมือง เพื่อเป็นทางเลือกระหว่าง 2 ท่าอากาศยาน คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในปีนี้
ผุดไอเดียรถรางเลียบแม่น้ำ
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาถึงความเป็นไปได้การก่อสร้างรถรางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองแสนแสบ เพื่อเชื่อมต่อการคมนาคมทางน้ำกับระบบรางหรือรถไฟฟ้า 10 สาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางให้กับคนกรุงเทพฯ โดยให้แล้วเสร็จและเสนอมาให้พิจารณาภายใน 1 เดือน เบื้องต้นคาดว่าจะสร้างเป็นรถรางในระดับพื้นดิน เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพที่งดงามของริมแม่น้ำเจ้าพระยา และใช้งบประมาณราว 4,0005,000 ล้านบาท
สั่งการให้ รถรางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาคลองแสนแสบ เชื่อมคมนาคมทางน้ำรางสั่งสนข.ศึกษาให้เสร็จใน1 เดือน ในการประชุมแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อระบบการขนส่งทางน้ำและระบบรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น
เบื้องต้น
“หาก สนข. ศึกษาแล้วเห็นว่าเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย ผมก็จะนำโครงการไปหารือและนำเสนอนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
รัฐมนตรีว่ากากระทรวงคมนาคม ก่อนที่จะนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาตัดสินใจต่อไป ส่วนจะใช้งบประมาณและให้หน่วยงานใดเป็น
เจ้าภาพในการดำเนินโครงการนั้น จะต้องพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบอีกครั้ง” นายประเสริฐ กล่าว
สำหรับโครงการสร้างรถรางเลียบท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 11 ท่า จะทำให้ปัญหาการเชื่อมต่อการเดินทางที่ยังไม่สะดวก
ระหว่างท่าเรือกับรถไฟฟ้าในเมืองหมดไป เพราะเป็นระบบที่สามารถเข้าถึงสถานีรถรางได้ง่ายกว่าการคมนาคมประเภทอื่น
เนี่องจากเป็นรถรางขนาดเบาที่ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน มีอัตราทำความเร็วไม่มากประมาณ 30 กม./ชม.
นอกจากนี้ ยังเป็นระบบขนส่งที่ไม่ปล่อยมลพิษ เพราะใช้ไฟฟ้า มีมลภาวะทางเสียงน้อย ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็น
ระบบการเดินทางที่ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันระบบรถรางจะเข้ามาช่วยเสริม
การเดินทางทางน้ำด้วย ส่วนการเดินทางโดยเรือโดยสารสาธารณะบริเวณท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองแสนแสบในปัจจุบัน
รัฐบาลจะยังให้การส่งเสริมต่อไป เนื่องจากยังเป็นระบบที่มีความจำเป็น โดยอนาคตอาจจะมุ่งเน้นเป็นการเดินทางในรูปแบบของ
การข้ามฝาก หรือท่องเที่ยวทางน้ำมากขึ้น
นายประเสริฐ กล่าวว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างรอก่อสร้างระบบรางว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงาน 1 ชุด มีตนเป็นประธาน
และได้สั่งการให้สนข. ไปเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหา อุปสรรคและข้อจำกัดด้านต่างๆของการเดินทางทางน้ำ โดยให้สรุป
เสนอคณะทำงานภายใน 60 วัน เบื้องต้นพบว่าส่วนใหญ่เป็นปัญหาท่าเรืออยู่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า บางสถานีมีระยะทางไกลถึง 7,000 เมตร
ทำให้การเดินทางเชื่อมต่อไม่สะดวก รวมทั้งปัจจุบันการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม .) และกรมเจ้าท่า ยังมีข้อจำกัด
เรื่องงบประมาณในการก่อสร้างทางเดินเชื่อมทั้ง 2 ระบบ สำหรับความคืบหน้าการสรรหาผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นั้น ในวันที่ 29พ.ค. นี้ คณะกรรมการ กทท.จะ
ประชุม เพื่อแต่งตั้งกรรมการสรรหาจำนวน 5 คน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่กำหนดคุณสมบัติเพื่อคัดเลือก
ผู้อำนวยการ กทท.คนใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี แต่เพื่อให้มีการเข้ามาสานงานต่อโดยเร็ว ตนได้กำชับให้เร่งสรรหาให้แล้วเสร็จ
ภายในเดือน ก.ย. นี้
มาบตาพุดนำร่องกรีนโลจิสติกส์
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.มีนโยบายเร่งด่วนควบคุมมลภาวะกลุ่มนิคมฯ และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง โดยจะนำระบบกรีนโลจิสติกส์มาพัฒนาระบบขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวจะดำเนินการผ่าน 3 มาตรการ ได้แก่ 1.การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) ซึ่งครอบคลุมการเคลื่อนย้าย วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ 2.การกำกับดูแลตามกฎหมาย เพื่อควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายการขนส่ง และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่ง และ 3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจรบนถนน และในส่วนของการวางระบบโครงการเชื่อมต่อสัญญาณแจ้งเตือนภัยจากระบบเฝ้าระวังมายังศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (EMCC) ในกลุ่มนิคมฯ และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดว่า ขณะนี้แล้วเสร็จกว่า 10% ของจำนวนโรงงานขนาดใหญ่ในนิคมฯ ที่มีจำนวน 148 โรงงาน
“มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในเขตนิคมฯ เพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งระหว่างนิคมอุตสาหกรรมฯ ตลอดจนลดความหนาแน่นการจราจรขนส่งระหว่างท่าเรือ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายวิฑูรย์ กล่าว
ทั้งนี้ แม้แผนงานการเชื่อมโยงระบบเฝ้าระวังฯ ดังกล่าว ไม่ใช่การดำเนินงานตามกฎหมายบังคับ แต่เป็นความร่วมมือจากผู้ประกอบการ แต่ กนอ. ก็ได้ตั้งเป้าในการวางระบบให้ครบทุกโรงงาน ภายในปี 2558
ทั้งนี้ ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีโรงงาน 148 เขต เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งผลิตปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ เหล็ก โรงกลั่นน้ำมัน และโรงไฟฟ้า ครอบคลุมเนื้อที่ 10,215 ไร่ แบ่งเป็น เขตอุตสาหกรรมทั่วไป 7,092 ไร่ เขตที่พักอาศัยของชุมชนโดยรอบ 1,490 ไร่ และที่เหลือเป็นพื้นที่ว่างเปล่า จำนวนประชากรอาศัยโดยรอบรวมกว่า 2 แสนคน หรือกว่า 5 หมื่นครัวเรือน







