
ดันใช้เงินบาทค้าชายแดน
‘พาณิชย์’ลุยถกเอกชนช่วยลดเสี่ยงผู้ประกอบการโอดเงินแข็งทุบสินเชื่อ
‘พาณิชย์’ลุยถกเอกชนช่วยลดเสี่ยงผู้ประกอบการโอดเงินแข็งทุบสินเชื่อ
"พาณิชย์” คุยผู้ประกอบการใช้บาทค้าขายกับเพื่อนบ้าน ด้านเอกชนโอดเงินแข็งกระทบสินเชื่อค้าชายแดน
นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมหารือการผลักดันการใช้เงินบาทในการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกให้มีการใช้เงินบาทในการค้าขายแทนเงินสกุลเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยลดขั้นตอนและภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแลกเปลี่ยนค่าเงินในการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมทั้งหากมีการบริหารจัดการที่ดี ก็จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นได้
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงการแก้ระเบียบการชำระเงินในการทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน การโอนเงินตราต่างประเทศ ข้อกำหนดการถือเงินบาทออกนอกประเทศ และข้อกำหนดในการถือเงินเข้าออกประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกระทรวงการคลังก็กำลังปรับโดยการเพิ่มวงเงิน เช่น เดิมอนุญาตให้ถือเงินบาทเข้าออกไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย จะปรับเป็น 2 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการผ่อนคลายกับการค้าชายแดนระดับเอสเอ็มอี
นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มข้อกำหนดในการโอนเงินระหว่างประเทศและการเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินบาทในประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับการค้าระหว่างประเทศที่ไม่ใช่การค้าชายแดน โดยความคืบหน้าจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขและผลักดันการส่งออก ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน
“กลุ่มที่ยังต้องเจรจาอยู่ คือ ยางพารา น้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ เพราะสินค้าเหล่านี้ยังจำเป็นต้องใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในการกำหนดต้นทุนซื้อขายอยู่ ซึ่งจะต้องประสานและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรอบด้านว่าจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง” นางวัชรี กล่าว
ที่ผ่านมาการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก็มีการใช้เงินบาทในการซื้อขายสินค้าระหว่างกันไม่ต่ำกว่า 50% อยู่แล้ว เนื่องจากสินค้าที่มีการซื้อขายระหว่างกันส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐในการอ้างอิงราคา ยกเว้นการค้าชายแดนกับประเทศมาเลเซียที่ส่วนใหญ่ใช้เงินสกุลริงกิต หรือเงินเหรียญสหรัฐในการซื้อขายมากกว่าเงินบาท
ดังนั้น หากจะผลักดันการใช้เงินบาทในการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน จะต้องมุ่งเน้นไปที่การค้าชายแดนกับประเทศมาเลเซีย และการค้าระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศ
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และรองประธานสภาหอการค้ากลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดีเจ้าพระยาแม่โขง (ACMECS) กล่าวว่า การผลักดันให้เกิดการใช้เงินบาทในการซื้อขายกับประเทศเพื่อนบ้านยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะในส่วนของเมียนมาร์ที่ยังขยายได้อีก 85% กัมพูชา 65% และลาว 87% เพียงแต่ว่าในบางประเทศที่ไทยยังไม่ยอมรับเงินสกุลของประเทศนั้นๆ มาใช้ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอาจไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะทำให้เงินบาทมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และอาจมีผลกระทบจากความเป็นชาตินิยมของประเทศเพื่อนบ้านนอกจากนั้น สกุลเงินบาทยังไม่มีระบบในการตั้งราคาสินค้า การชำระค่าสินค้า และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อการใช้เงินในการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยยังต้องอิงเงินสกุลดอลลาร์และความจำกัดในการให้บริการของธนาคารไทยในการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบมูลค่าการค้าชายแดนเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสินค้าที่ให้เครดิตสินเชื่อ เนื่องจากมีผู้ค้าบางรายที่ยังไม่ยอมชำระหนี้ เพื่อรอดูจังหวะค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นก่อน หรือบางรายถึงขั้นเบี้ยวชำระเงินไปเลย ส่งผลให้คาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนปีนี้จะโตเพียง 10% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 9.1 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าปีนี้จะมีการขยายตัวสูงถึง 30%
ทั้งนี้ มูลค่าการค้าชายแดนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) อยู่ที่ 3.10 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 4% โดยเป็นการส่งออก 1.89 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% และนำเข้า 1.21 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% แบ่งเป็นการการค้าชายแดนมาเลเซีย 2.52 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.83% เมียนมาร์ 7.92 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.74% ลาว 5.03 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.13% และกัมพูชา 4.39 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9%
ไม่มีตลาดซื้อขายเงินบาทล่วงหน้า เพื่อเป็นช่องทางบริหารความเสี่ยงให้คู่ค้าในประเทศเพื่อนบ้าน จึงยังทำให้การค้าขายระหว่างกันไม่คล่องตัว หากภาครัฐต้องการจะให้เกิดการใช้เงินบาทค้าขายระหว่างกันตามชายแดนเพิ่มมากขึ้นนั้น จะต้องสนับสนุนให้มีการเปิดช่องทางการค้าและปรับปรุงด่านการค้าชายแดนให้มากขึ้น







