
การส่งออกไทยไม่ไฉไลแน่
การส่งออกของไทยเดือน เม.ย.ที่ขยายสูงถึง 10.5% แต่มูลค่าการส่งออกที่ลดลงจากเดือนก่อนก็บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวอย่างเชื่องช้า และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากในช่วงก่อนหน้ายังคงมีผลกดดันการฟื้นตัวของการส่งออกไทยในช่วงต้นไตรมาส 2/2556
การส่งออกของไทยเดือน เม.ย.ที่ขยายสูงถึง 10.5% แต่มูลค่าการส่งออกที่ลดลงจากเดือนก่อนก็บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวอย่างเชื่องช้า และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากในช่วงก่อนหน้ายังคงมีผลกดดันการฟื้นตัวของการส่งออกไทยในช่วงต้นไตรมาส 2/2556
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาพรวมของการส่งออกในไตรมาส 2/2556 นั้น ยังไม่น่าจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แม้สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือน เม.ย. 2556 ที่รายงานโดยกระทรวงพาณิชย์จะฉายภาพการขยายตัวของการส่งออกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.6% ค่อนข้างมาก เนื่องจากผลของฐานเปรียบเทียบที่ค่อนข้างต่ำในปีก่อน
ขณะที่มูลค่าการส่งออกที่ลดระดับลงจากในเดือนก่อน ก็สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งขยายตัวเชื่องช้ากว่าที่คาด และการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงก่อนหน้านี้ ที่อาจส่งผลต่อมายังยอดคำสั่งซื้อสินค้าไทยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับลดเป้าหมายอัตราการขยายตัวการส่งออกทั้งปีลงมาที่ 7.07.5 จากเดิม 89%
ภาพรวมการส่งออกของไทยในเดือน เม.ย.ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยการส่งออกมีมูลค่า 18,698 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10.5% แต่เป็นผลมาจากฐานเปรียบเทียบที่ต่ำในปีก่อนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ขณะที่มูลค่าการส่งออกหดตัวลงจากเดือนก่อน 10% นำโดยกลุ่มสินค้าเกษตรกรรมหดตัว 17.6% กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมหดตัวลง 9.1% เป็นการหดตัวลงในแทบทุกรายการสินค้าส่งออกที่สำคัญ
ด้านการนำเข้ามีมูลค่า 21,550 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.9% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 5% โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในทุกหมวด นำโดยหมวดวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูปขยายตัว 10.9% หมวดสินค้าทุนขยายตัว 2.3% หมวดเชื้อเพลิงที่ขยายตัว 12.2% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 2,852 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากที่ขาดดุล 867 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อน
แม้ว่าการส่งออกของไทยจะเริ่มต้นไตรมาส 2/2556 ด้วยการบันทึกอัตราการขยายตัวในเดือน เม.ย. แต่สัญญาณการชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีนและยูโรโซนน่าจะมีผลกดดันเส้นทางการฟื้นตัวของภาคการส่งออกตลอดในช่วงไตรมาส 2 แม้ว่าเงินบาทจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และเริ่มมีสัญญาณบวกจากปัจจัยหนุนอื่นๆ ก็ตาม
ปัจจัยลบที่ต้องระวังคือ ภาคการผลิตโลกที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะชะลอตัวและผลกระทบต่อเนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงต้นปี ทั้งนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของโลกที่ชะลอลงตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นมา สะท้อนบรรยากาศการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ไม่สดใส โดยเฉพาะในประเทศจีน ยูโรโซน และสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของโลกที่อาจส่งผลต่อเนื่องมายังคำสั่งซื้อจากต่างประเทศของไทยในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและวัตถุดิบขั้นกลางที่ไทยส่งออกไปยังตลาดหลักดังกล่าว
ขณะเดียวกัน เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนหน้า ก็อาจทำให้ผู้ส่งออกเกิดความกังวลต่อทิศทางค่าเงินบาทในอนาคต และบางส่วนก็มีการตัดสินใจชะลอการรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าตลอดช่วงครึ่งปีแรก เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ หากโมเมนตัมการส่งออกค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ตามทิศทางของเศรษฐกิจโลกที่คงจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะที่เงินบาทสามารถเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวของการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีจะปรับตัวดีขึ้น และหนุนให้ภาพรวมการส่งออกของไทยเติบโตได้ที่ระดับประมาณ 7% สูงกว่า 3.1% ในปีที่ผ่านมา
ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่ามูลค่าการส่งออกของไทยที่ขยายตัวที่ระดับ 10.5% ถือว่าเป็นการขยายตัวที่ค่อนข้างสูงและเป็นการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เดือน มี.ค.ขยายตัวได้ 4.6%
โดยการส่งออกไปยังตลาดหลักยกเว้นจีน ซึ่งได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐ ยุโรป ล้วนขยายตัวทั้งหมด โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐที่ขยายตัวถึง 8.3% นอกจากนี้ มูลค่าการส่งออกไปยังฮ่องกงที่ขยายตัวถึง 177% หรือราว 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดตั้งแต่มีการเก็บสถิติมา
ขณะที่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวได้ในระดับสูง แต่การส่งออกสินค้าเกษตรกลับหดตัวและมีมูลค่าค่อนข้างต่ำ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวค่อนข้างมากที่ 45.2% การส่งออกส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ที่ขยายตัวสูงถึง 470% หรือราว 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ในเดือนนี้เป็นการส่งออกไปยังฮ่องกงถึงราว 80% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับปกติที่ประมาณ 15%
ขณะที่รถยนต์และส่วนประกอบและเคมีภัณฑ์ล้วนขยายตัวได้ดีเช่นกันที่ 21.5% และ 17.3% ตามลำดับ ซึ่งทำให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวได้ถึง 16.4%
อย่างไรก็ดี ในส่วนของการส่งออกสินค้าเกษตรกลับหดตัวถึง 8.1% และมีมูลค่าค่อนข้างต่ำราว 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่สินค้าหลักอย่างข้าวและยางพาราล้วนหดตัวที่ระดับ 8%
จึงต้องติดตามการลดลงของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร เพราะสินค้าเกษตรหลักล้วนประสบปัญหา เช่น ราคายางพาราที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือกุ้งที่ประสบปัญหาโรค EMS ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2553







