
พาณิชย์หวังเป้าส่งออกกลุ่มอาหารยังโต
พาณิชย์เชื่อส่งออกอาหารโต แม้เงินบาทผันผวน สินค้าผักผลไม้ อาหารทะเลแปรรูปเป็นผู้นำส่งออก ด้านผู้ประกอบการขอรัฐช่วยดูแลค่าเงินให้คงที่
พาณิชย์เชื่อส่งออกอาหารโต แม้เงินบาทผันผวน สินค้าผักผลไม้ อาหารทะเลแปรรูปเป็นผู้นำส่งออก ด้านผู้ประกอบการขอรัฐช่วยดูแลค่าเงินให้คงที่
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2556 (THAIFEXWorld of Food Asia 2013) ว่า แนวโน้มการส่งออกอาหารของไทยในปี 2556 ยังเติบโตขึ้นจากปีก่อน แม้กระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกับทูตพาณิชย์ทั่วโลกได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงเหลือ 7% จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 8-9%
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอาหารยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้ เนื่องจากไทยมีโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร โดยช่วงครึ่งปีแรกถือว่าผู้ประกอบการยังรับมือกับสถานการณ์ได้ ขณะที่ครึ่งปีหลังอาจจะต้องทำงานหนักมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทที่ผันผวน
ทั้งนี้ จากการที่กระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกับทูตพาณิชย์ทั่วโลกได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงเหลือ 7% จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 89 % ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหารยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้เนื่องจากไทยมีโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ที่รัฐบาลกำหนดเป็นยุทธ์สาสตร์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอย่างเป็นรูปธรรม และอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีศักยภาพทั้งทางด้านวัตถุดิบ การประกอบอาหารอยู่แล้ว
สำหรับการจัดงานครั้งนี้คาดว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 4,800 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนประมาณ 1,000 ล้านบาท เพราะมีผู้เข้าร่วมงานมากขึ้น โดยปีหน้าจะผลักดันให้งานนี้เป็นงานแสดงสินค้าอาหารอันดับ 1 ของโลก หลังจากที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เพิ่มพันธมิตรการจัดงานแสดงสินค้าทั่วโลก
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับการส่งออกอาหารไทยในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2556 มีมูลค่าส่งออกสินค้าอาหาร 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นการเติบโต 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้าที่เติบโตสูงสุด ได้แก่ ผัก ผลไม้สดแช่แข็งและแปรรูป ขยายตัว 6.8% รองลงมาเป็นกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไม่รวมกุ้ง ซึ่งขยายตัว 2.7%
“เชื่อมั่นว่าการปรับนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทย เช่น มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐอเมริกา นโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนของรัฐบาลญี่ปุ่น ตลอดจนภาพรวมทางเศรษฐกิจของจีนและเอเชียที่ยังขยายตัว จะมีส่วนช่วยให้การส่งออกอุตสาหกรรมอาหารของไทยในครึ่งปีหลังเติบโตขึ้น” นางศรีรัตน์ กล่าว
นายมณฑรัศ เมธีศิระศักดิ์ ผู้จัดการด้านการตลาด บริษัท น้ำปลารุ่งโรจน์ กล่าวว่า ในแง่ของผู้ส่งออกต้องการให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ เนื่องจากในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามากขึ้นนั้นผู้ประกอบการแทบจะไม่อยากรับคำสั่งซื้อ ต้องให้ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อสินค้าออกไปก่อนประมาณ 3 เดือน ทั้งนี้บริษัทใช้การปรับตัวโดยขายสินค้าเป็นเงินบาทให้กับลูกค้าที่ค้าขายกันมานาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้คำสั่งซื้อเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับกลยุทธ์หันมาขยายตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขายสินค้าในต่างประเทศและในประเทศราคาไม่ได้แตกต่างกันแล้ว เพราะราคาที่ขายอยู่ในต่างประเทศไม่ได้สูงนัก เนื่องจากต้องเทียบกับราคาคู่แข่งด้วย และการทำตลาดในประเทศก็ถือเป็นการสร้างแบรนด์ไปพร้อมๆ กัน
นายทัสน์ หล่อชัยวัฒนา ตัวแทนด้านการค้าต่างประเทศ บริษัทเค.ซี.รุ่งเรืองการเกษตร ผู้ส่งออกข้าวตราบัวทิพย์ กล่าวว่า เป้าหมายการส่งออกของบริษัทปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 2,000 ล้านบาท โดยมีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา อียู ซึ่งขณะนี้จากปัญหาค่าเงินบาท ทำให้ราคาข้าวแข้งขันในตลาดไม่ได้ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกลดลง หาลูกค้าใหม่ยากขึ้น ขณะที่ลูกค้าเก่าก็สั่งซื้อน้อยลง
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับเป้าหมายตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ ไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์การส่งออกของไทย แม้ค่าบาทแข็งมีผลต่อการส่งออก แต่ก็น่าจะยึดเป้าเดิมเป็นเป้าทำงาน และหาวิธีการที่จะผลักดันให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
“ผมมองว่าเร็วเกินไปที่จะปรับเป้าส่งออกเพราะยังเหลือเวลาอีก 7 เดือนในการทำงาน การตั้งเป้าทำงานก็ไม่ได้เสียหายอะไร ซึ่งบาทแข็งก็เป็นประโยชน์ต่อการนำเข้าที่ถูกลง และหลายอุตสาหกรรมพึ่งพานำเข้าวัตถุดิบที่ใช้การผลิตรวมกันต่อเดือน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ จะมากกว่าการส่งออกที่รวมกัน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังสามารถผลักดันใช้เงินสกุลอาเซียนในการซื้อขายระหว่างกัน ก็ช่วยลดผลกระทบได้" นายอิสระ กล่าว







