posttoday
โซนนิ่งที่จำนำข้าวทางลงประชานิยม

โซนนิ่งที่จำนำข้าวทางลงประชานิยม

23 พฤษภาคม 2556

จากแนวโน้มขาดสภาพคล่องในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งใช้เงินปีละกว่า 4 แสนล้านบาท

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

จากแนวโน้มขาดสภาพคล่องในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งใช้เงินปีละกว่า 4 แสนล้านบาท และแนวโน้มผลผลิตข้าวรวมที่สูงถึงราว 38 ล้านตันในปีฤดูเพาะปลูก 2556/2557 ทำให้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะนำการโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าวมากำหนดการรับจำนำ โดยหวังจำกัดปริมาณและวงเงินที่จะใช้ในการรับจำนำ เข้ามาปรับใช้กับโครงการ ซึ่งหากมอง จากวัตถุประสงค์การทำโซนนิ่งฯที่จะส่งเสริมพัฒนาพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ในขณะที่ในพื้นที่ไม่เหมาะสม จะหาช่องช่วยเหลือให้เกษตรกรไปปลูกพืชอื่น ทำให้ไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ว่า รัฐบาลกำลังหาทางลงจากนโยบายประชานิยมโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นภาระหนักอยู่ในขณะนี้

สำหรับโครงการจัดทำพื้นที่มีศักยภาพทางการเกษตรในพืชเศรษฐกิจ หรือการโซนนิ่งพื้นที่เกษตรนั้น หลักการคือจะกำหนดเขตพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพหรือเหมาะสมมาก พื้นที่เหมาะสมปานกลาง พื้นที่เหมาะสมเล็กน้อยและพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม โดยพิจารณาจากสภาพดิน น้ำ อากาศ และผลผลิตต่อไร่ หากพบว่าผลผลิตต่อไร่ต่ำ ไม่คุ้มทุน รัฐบาลจะหามาตรการช่วยเหลือและจูงใจไปปลูกพืชหรือทำอาชีพอื่น เช่น ในกรณีของข้าว จะส่งเสริมให้หันไปปลูกอ้อย หรือเลี้ยงปลา เป็นต้น

จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวมีการปลูกจริง 73 ล้านไร่ มีผลผลิตรวม 39.64 ล้านตัน อยู่ในพื้นที่เหมาะสมสูง 1.6 ล้านไร่ เหมาะสมปานกลาง 44.2 ล้านไร่ มีผลผลิตร่วม 27 ล้านตัน ในขณะที่อยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะสมรวม 27.9 ล้านไร่ มีผลผลิตรวม 12.18 ล้านตัน

อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาของจังหวัดหรือยุทธศาสตร์ของจังหวัดด้วย กระทรวงเกษตรฯจึงได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทยในการทำข้อมูลซึ่งจะแล้วเสร็จในปลายเดือนพ.ค.นี้

ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย มองว่า แนวคิดการรับจำนำโดยใช้ระบบโซนนิ่งนั้น แสดงให้เห็นว่าในเรื่องนี้ว่า ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารัฐอาจมองหาทางลง เพราะดันไปประกาศรับจำนำทุกเมล็ดในราคาสูงขนาดนี้ ขณะเดียวกัน นโยบายของรมว.พาณิชย์ที่จะนำโครงการจำนำมาเชื่อมกับการโซนนิ่ง ทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของโครงการโซนนิ่งพื้นที่เกษตร ที่ต้องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิตเพื่อเชื่อมโยงแหล่งผลิตกับตลาด และลดต้นทุนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

“กระทรวงพาณิชย์ฟังรมว.พาณิชย์ให้สัมภาษณ์สื่อที่ลงกันมา ผมมองได้ทางเดียวคือเขา คิดเพียงเชิงตัวเลขว่า หากหักลบพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวออกไปแล้ว จะเหลือข้าวเข้าสู่โครงการรับจำนำของรัฐลดลงและใช้เงินน้อยลง เพราะหากดูตามตัวเลขของกระทรวงเกษตรฯ พื้นที่ไม่เหมาะสมหากเปลี่ยนได้จริง ปริมาณข้าวจะหายไปเกือบ 10 ล้านตัน ซึ่งผมถามว่าชาวนาทำนามาทั้งชีวิต แม้เขาจะอยู่ในเขตไม่เหมาะสม แล้วจะให้เขาไปปลูกอะไร รัฐบาลรับผิดชอบชีวิตครอบครัวเขาได้หรือไม่” ประสิทธิ์ กล่าว

นอกจากนั้นนายประสิทธิยังมองว่า นโยบายการสร้างไซโลของกระทรวงพาณิชย์ที่ เสนอต่อสังคมว่าจะสร้างเพื่อรองรับข้าวหลายล้านตันนั้น เขาไม่เห็นด้วย และไม่น่าจะทำได้ เพราะการทำไซโลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งเรื่องนี้ควรไปถามอดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน ที่แม้จะคุ้นเคยกับชาวนาก็ยังทำไม่ได้สุดท้ายก็ยกเลิก

“เมื่อรัฐพูดถึงไซโล ผมรู้เลยว่าจะจ้องจะทำโครงการอย่างเดียว เพราะเอาแค่ว่าใน 1ตำบล ชาวนา 20 คนมาขายข้าว ความชื้นต่างกัน บางคน 25% 27 % 15 % แค่จะเอาข้าวออกจากไซโล คุณจะแยกอย่างไรว่าข้าวใคร ตีกันตายก่อน เรื่องนี้โรงสีเขาทำกันไว้ดีแล้ว เขารับภาระกันอยู่แล้ว รัฐบาลจะเข้าไปรับภาระทำไม” นายประสิทธิ์กล่าว

ทงนกรมการข้าวได้สำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกข้าวตามนโยบายโซนนิ่ง ของรัฐบาล ซึ่ง ได้จัดทำแผนที่ ข้อมูล ฐานข้อมูล ตามหลักวิชาการทั้งคุณภาพดิน ชนิดของดิน ปริมาณน้ำฝน สภาพอากาศ สรุปได้ว่ามี 31 จังหวัดที่มีศักยภาพในการปลูกข้าวนาปีของประเทศไทย จากปริมาณพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ 75 จังหวัด 75 ล้านไร่ แบ่งเป็นภาคเหนือ 6 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เชียงราย น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ขอนแก่น ชัยภูมิ ยโสธร ศรีสะเกษ หนองคาย บุรีรัมย์ สกลนคร สุรินทร์ อุบลราชธานี ภาคกลาง 12 จังหวัด ประกอบด้วย จ.กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม ปทุมธานี ระยอง สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นนทบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ภาคใต้ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ตรัง นครศรีธรรมราช ชุมพร สงขลา

ทั้งนี้ พื้นที่เหมาะสมมาก มีผลผลิตเฉลี่ย 710 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตรวม 1.1 ล้านตัน พื้นที่เหมาะสมปานกลาง ผลผลิต 585 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตรวม 25.8 ล้านตัน

พื้นที่ภาคเหนือเหมาะสำหรับการปลูกข้าวขาวมากที่สุด รองลงมาคือข้าวเหนียวนาปีพันธุ์ กข.6 สันป่าตอง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือแบ่งเป็นเหนือตอนบน เหมาะกับการปลูกข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 ในขณะที่ตอนล่างคือทุ่งกุลาร้องไห้เหมาะกับการปลูกข้าวหอมมะลิ 105 สำหรับภาคกลาง เหมาะปลูกข้าวเจ้า อาทิ ข้าว กข. และข้าวปทุมธานี 1 และสุพรรณบุรี 1 เป็นต้น โดยพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งหมดเป็นพื้นที่ชลประทานทำให้ลดต้นทุนการทำนา

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล