
กำหนดราคายางผ่านตลาดล่วงหน้า
นโยบายการส่งเสริมให้ภาคเอกชน ผู้ผลิต และผู้ค้ายางพารารายใหญ่ของไทย หันกลับมาซื้อขายยางพารา ผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ เอเฟต (AFET ) โดยคาดหวังว่าจะให้การซื้อยางที่ซื้อขายยางผ่านเอเฟตคึกคัก จนที่สุดทั้งโลกหันมาให้ความสนใจ
นโยบายการส่งเสริมให้ภาคเอกชน ผู้ผลิต และผู้ค้ายางพารารายใหญ่ของไทย หันกลับมาซื้อขายยางพารา ผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ เอเฟต (AFET ) โดยคาดหวังว่าจะให้การซื้อยางที่ซื้อขายยางผ่านเอเฟตคึกคัก จนที่สุดทั้งโลกหันมาให้ความสนใจ
โดยเป้าหมายสูงสุด คือ การเป็นตลาดที่กำหนดราคาการซื้อขายยางของโลกได้ ในฐานะประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เขามีความคิดที่จะให้องค์การสวนยาง (อสย.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการซื้อยางในสินค้าเกษตรล่วงหน้า AFET เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายยางของโลกแทนตลาดโตคอมของญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายให้ราคายางในประเทศไปอยู่ที่ 110 บาทต่อกิโลกรัมในเดือน ส.ค.
ทั้งนี้ จะมี 5 บริษัทส่งออกยางรายใหญ่ของไทย หรือ 5 เสือวงการยางพารา คือ บริษัท ไทยฮั้วรับเบอร์ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี บริษัท เซาท์แลนด์รับเบอร์ บริษัท วงศ์บัณฑิต บริษัท ไทยรับเบอร์ลาแท็คซ์กรุ๊ป และบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ (IRCO) โดยจะลงทุนรายละ 30 ล้านบาท ทำให้จะมีทุนเริ่มต้นประมาณ 210 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายซื้อยางปริมาณ 4.2 หมื่นตัน ผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าของไทย
ทั้งนี้ รูปแบบการดำเนินการให้มีคณะทำงานขึ้นมาศึกษางานโดยมี นายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ เป็นหัวหน้าคณะทำงานศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อให้สามารถเริ่มซื้อยางได้ในเดือน ก.ค.ที่ผลผลิตยางออก โดยมีราคาเป้าหมายในเดือน ส.ค.ที่ 110 บาทต่อ กก.
โครงการดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ คาดหวังว่า จะทำให้ราคายางในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยใช้เงินจำนวนไม่มาก ไปเล่นในตลาดซื้อขายล่วงหน้า แทนการทุ่มเงินเป็นหมื่นล้านเข้าซื้อยางเหมือนที่ผ่านมา
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ รมช.เกษตรฯ คนนี้มีนโยบายดังกล่าวออกมา นายอำนาย กล่าวว่า เป็นผลมาจากการไปดูงานตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่ญี่ปุ่น หรือ โตคอม ที่มีการซื้อยางพาราประมาณ 1.4 หมื่นตัน วอลุ่มไม่มากแต่มีอิทธิพลในการกำหนดราคายางได้
จึงคาดหวังว่า หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันจริงจังในครั้งนี้ จะทำให้โอกาสและความหวังของไทยที่จะกลายเป็นศูนย์กลางกำหนดราคายางโลกน่าจะเป็นไปได้
การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ยกระดับราคาสินค้าเกษตร และลดความเสี่ยงของความผันผวนของราคาสินค้า
สำหรับการซื้อขายยางพาราของไทยนั้น ปัจจุบันมีการซื้อขายผ่านหลายระบบ ทั้งระบบตลาดยางท้องถิ่น ระบบตลาดกลางยางพารา และระบบตลาดซื้อขายล่วงหน้า
สำหรับการซื้อขายยางตลาด AFET นั้น ที่ผ่านมาหลังจากเปิดทำการได้มีการซื้อขายสินค้าข้าวเป็นตัวแรก ในขณะที่การซื้อขายยางไม่ค่อยนิยมทำให้มีวอลุ่มการซื้อขายในตลาดนี้น้อย เนื่องจากนักลงทุนไปซื้อขายในตลาดเซี่ยงไฮ้ของจีน ตลาดโตคอมของญี่ปุ่นและสิงคโปร์มากกว่า เนื่องจากเปิดมานานและได้รับความเชื่อถือมานาน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ในวงการนักธุรกิจค้ายาง ระบุว่า ไม่ควรไปตั้งความหวังไว้มาก เนื่องจากการขึ้นลงของราคายางไม่ได้ขึ้นลงกับการซื้อขายของตลาดเป็นสำคัญ ยังมีปัจจัยอื่นด้วย
จะเห็นได้ว่า ราคายางขึ้นแรง ลงแรง ตลาดใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ก็ยังเอาไม่อยู่ เพราะเอาเข้าจริง ก็คุมราคาไม่ได้ เพราะมีปัจจัยนอกการควบคุมอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการใช้ยางจริงของประเทศผู้ใช้ยาง







