
การลดโทษกรณีให้เบาะแสยาเสพติด
ปัจจุบันมีคดียาเสพติดเป็นจำนวนมากเกิดขึ้นในสังคมไทย ถึงแม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 จะบัญญัติให้ลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าผู้กระทำความผิดมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณคดียาเสพติดลดลง ในทางกลับกันกลับทำให้มีคดียาเสพติดมากขึ้น เพราะโทษจำคุกยิ่งสูง ราคายาบ้า ยาไอซ์ ยิ่งสูงขึ้นไป ทำให้กำไรดี ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อถูกจับกุมมักถูกจับกุมพร้อมของกลาง จึงเป็นเรื่องยากในการต่อสู้คดี โดยผู้กระทำความผิดมักยอมรับสารภาพ ซึ่งจะได้รับการลดโทษตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยศาลจะลดโทษให้กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนด
ปัจจุบันมีคดียาเสพติดเป็นจำนวนมากเกิดขึ้นในสังคมไทย ถึงแม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 จะบัญญัติให้ลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าผู้กระทำความผิดมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณคดียาเสพติดลดลง ในทางกลับกันกลับทำให้มีคดียาเสพติดมากขึ้น เพราะโทษจำคุกยิ่งสูง ราคายาบ้า ยาไอซ์ ยิ่งสูงขึ้นไป ทำให้กำไรดี ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อถูกจับกุมมักถูกจับกุมพร้อมของกลาง จึงเป็นเรื่องยากในการต่อสู้คดี โดยผู้กระทำความผิดมักยอมรับสารภาพ ซึ่งจะได้รับการลดโทษตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยศาลจะลดโทษให้กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนด
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ได้บัญญัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลดโทษ นอกจากกฎหมายอาญาที่กล่าวมาข้างต้น กล่าวคือหากผู้กระทำความผิดให้ข้อมูลที่สำคัญเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดก็จะได้รับการลดโทษมากขึ้น โดยศาลจะลดโทษน้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดก็ได้ แต่การจะลดโทษหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งปัจจุบันได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว
ทนายคลายทุกข์จึงขอนำคำพิพากษาอย่างย่อมาให้ผู้อ่านได้รับทราบเกี่ยวกับเรื่องการลดโทษในคดียาเสพติดที่ศาลฎีกาวางบรรทัดฐาน มาตรา 100/2 คดียาเสพติดไว้ 2 ข้อ สำหรับการลดโทษตามมาตรา 100/2 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ดังนี้
1.ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ ถ้าไม่สำคัญก็ไม่ได้รับการลดโทษ
2.ต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ถ้าเป็นประโยชน์ธรรมดาไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรา 100/2
คำพิพากษาฎีกาที่ 4143/2554 ประชุมใหญ่
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ประการแรกว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า “ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้” ซึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ศาลใช้ดุลพินิจที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ดังนั้น จึงต้องแปลความบทบัญญัติดังกล่าวโดยเคร่งครัด
การที่ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเหตุผล 2 ประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงการให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่สำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่
คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า หลังจากจับกุมจำเลยได้แล้ว จำเลยได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ที่บ้านของจำเลย พร้อมกับพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนมาเป็นของกลาง 700 เม็ด แม้จะมีจำนวนค่อนข้างมากซึ่งหากแพร่ระบาดออกไปย่อมเป็นอันตรายต่อสังคมก็ตาม แต่ของกลางดังกล่าวถูกซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของจำเลยเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจต้องติดตามไปตรวจค้นที่บ้านพักของจำเลยเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจต้องติดตามไปตรวจค้นที่บ้านพักของจำเลยและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก การให้ข้อมูลของจำเลยดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าว
ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การต่อ พ.ต.ท.บุญยิ่ง บัณฑิตไทย ผู้จับกุมจำเลย และ ร.ต.ท.ดำรง สุขชูศรี พนักงานสอบสวนถึงเส้นทางในการขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นต่อไปด้วยนั้น ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนมีการสืบสวนขยายผลในการจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นมาดำเนินคดีโดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด กรณีนี้จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น







