
สินเชื่ออุปโภคร้อน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสัญญาณสินเชื่อบุคคลที่มีผลกับการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยว่า การคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาหรือไม่ ถือว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คาดให้ถูกต้องได้ยาก
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสัญญาณสินเชื่อบุคคลที่มีผลกับการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยว่า การคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาหรือไม่ ถือว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คาดให้ถูกต้องได้ยาก
เพราะตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาในไตรมาสแรก ให้สัญญาณแบบก้ำกึ่งว่า จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายหรือไม่
รวมถึงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ 5.3% ในไตรมาสแรก ที่ถือว่ายังเป็นอัตราที่อยู่ในระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถึงแม้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะอ่อนลง
อย่างไรก็ดี คงไม่สามารถละเลยความเสี่ยงในเรื่องการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ที่ยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
ถ้าพิจารณาจะพบว่า สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลในไตรมาสแรกเติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ขนาดการเติบโตจะชะลอลงจากไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วที่เติบโตถึง 22% แต่ก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปีก่อนหน้า ที่อยู่ในช่วง 14-15%
หากพิจารณาส่วนประกอบหลักๆ ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ได้แก่ สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีสัดส่วน 45% สินเชื่อเช่าซื้อ 29% และสินเชื่อ บัตรเครดิต สินเชื่อเงินสด 24% จะพบว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยไม่ได้มีความผิดปกติค่าเฉลี่ยประมาณ 1314% สินเชื่อเช่าซื้อรถก็อยู่ในระดับ 30% มาแล้ว
แต่จุดน่าสนใจอยู่ที่สินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ ที่อัตราการเติบโตเริ่มทะยานมาตั้งแต่ปี 2554 และหากลงไปลึกถึงส่วนประกอบของสินเชื่อนี้ พบว่าสินเชื่อส่วนบุคคล หรือ “สินเชื่อเงินสด” เติบโตในอัตราเร่งขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ปี 2555
ถือเป็นอัตราที่มากกว่าการเติบโตเมื่อปี 2554 และ 2555 ที่ขยายตัวได้ 16% และ 19% ตามลำดับ ซึ่งสินเชื่อดังกล่าวเป็นสินเชื่อที่เอาไปกินไปใช้ล้วนๆ และเป็นสัญญาณเสี่ยงของหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเปรียบเทียบสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเห็นได้ว่าสินเชื่อสามารถเติบโตได้ 1416% ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3% หรือสูงกว่าเล็กน้อย
หากผลการประชุม กนง. ตัดสินใจใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น จะส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินฝากต้องลดลงตามไปด้วย ก็จะเพิ่มการบริโภคมากกว่าการออม
สินเชื่อที่เร่งตัวในระดับกว่า 20% ติดกัน 2 ไตรมาส จึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้น้ำหนักและดูแลต่อไป เพื่อสกัดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลัง







