
การเมืองทิ้งบอมบ์คอนโด 2 กลุ่มลูกค้า ซื้อลงทุน-ต่างชาติหด
พลันที่ความรุนแรงเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ปะทะเลือดในวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ย่อมไม่ต้องสงสัยว่า ผลกระทบเป็นลูกโซ่ได้ลุกลามไปสู่ภาคธุรกิจมากเพียงใด เพราะทันทีที่ระเบิดลูกแรกลงกลางถนนราชดำเนิน ธุรกิจท่องเที่ยวก็มีอาการทรุดหนักเข้าขั้นสาหัสทันที ภาคการลงทุนก็เริ่มชะงักตามไปด้วย
เช่นเดียวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่โดนลูกหลงทั้งทางตรงทางอ้อม ในทางตรงคือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดการชะลอตัดสินใจซื้อ ขณะที่ผลทางอ้อมจะเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงภาคธุรกิจใหญ่ๆ เริ่มสะดุด
ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต่างยอมรับว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่จะสั้นหรือยาวต้องรอดูว่าเหตุการณ์จะยื้อลากยาวไปแค่ไหน โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ที่แน่ๆ ณ เวลานี้ ทั้งยอดขายและจำนวนคนเข้าโครงการลดลงไปแล้ว 1020% บางรายหนักถึงกว่า 30%
ที่น่าเป็นห่วงคือ ตลาดคอนโด มิเนียมที่เป็นดาวรุ่งอยู่ในขณะนี้ เพราะฐานลูกค้าสำคัญ 2 กลุ่ม จะหดหายไปเพราะปัญหาการเมืองที่ขยายวงไปสู่ความรุนแรงครั้งนี้ คือชาวต่างชาติ กับกลุ่มซื้อเพื่อลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 30% ของยอดขายรวม ไม่นับคนซื้อทั่วไปที่เริ่มขาดความเชื่อมั่นก็จะชะลอการตัดสินใจออกไปอีกส่วนหนึ่ง
เมื่อยอดขายลดลง ย่อมกระทบไปถึงสภาพคล่องที่ตึงมือขึ้น โครงการที่ไม่สามารถบริหารสภาพคล่องในภาวะที่กำลังซื้อถดถอยได้ย่อมมีความเสี่ยงต่อการที่จะต้องเลื่อน หรืออาการหนักไปถึงกับหยุดการก่อสร้างไปเลย คอนโด มิเนียมจึงมีความเสี่ยงมากที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่นับรวมจำนวนโครงการที่เปิดตัวค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้การแข่งขันเพื่อชิงลูกค้าสูงขึ้น และราคาวัสดุที่เริ่มขยับขึ้น ซึ่งล้วนแล้วเป็นปัจจัยลบที่คอยสร้างปัญหาได้ตลอดเวลา
เมื่อคอนโดมิเนียมมีอัตราความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงในการซื้อคอนโดมิเนียมตามไปด้วย เพราะการขายคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่เป็นการขายกระดาษเปล่า เก็บเงินดาวน์จากผู้ซื้อมาใช้จ่ายในการก่อสร้างส่วนหนึ่ง เมื่อโครงการมีปัญหาสภาพคล่อง สร้างต่อไม่ได้ หรือสร้างได้อย่างล่าช้า คนที่รับเคราะห์สุดท้ายย่อมหนีไม่พ้นคนซื้อ เหมือนๆ ที่เคยพบปัญหานี้อยู่บ่อยครั้งในอดีตที่ผ่านมา
ความพยายามล่าสุดของหน่วยงานรัฐที่ดูแลคอนโดมิเนียมทั่วประเทศตาม พ.ร.บ.อาคารชุด คือกรมที่ดิน ได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลอาคารชุดขึ้นมา เพื่อให้ข้อมูลกับผู้บริโภคทั้งในแง่รายละเอียด สถานะโครงการ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยในอาคารชุด เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้น้อยลง
รายงานจากกรมที่ดิน ระบุว่า จากข้อมูลการร้องเรียนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาคารชุดพบว่า สาเหตุสำคัญคือ ผู้บริโภคขาดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของกฎหมาย และขาดข้อมูลพื้นฐานที่พอเพียงต่อการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียม ในขณะที่แนวโน้มความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันจำนวนคอนโดมิเนียมในเขตเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของความเจริญรวมทั้งสิ้น 3,600 อาคาร จำนวนกว่า 7.2 แสนห้อง มีผู้เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านราย
กรมที่ดินจึงมีแนวคิดที่จะจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลอาคารชุดขึ้น โดยการจัดเก็บรายละเอียดข้อมูลโครงการต่างๆ ให้ผู้บริโภคไว้ใช้สำหรับตัดสินใจซื้อ รวมถึงการเผยแพร่ข้อกฎหมายต่างๆ ตาม พ.ร.บ.อาคารชุดให้ผู้ซื้อได้รับรู้ว่า การอยู่อาศัยในอาคารชุดนั้นจะมีระเบียบในการ ดูแลความเรียบร้อยของการอยู่ร่วมกันตาม พ.ร.บ.อาคารชุดที่ผู้ซื้อยังไม่ค่อยรู้
แนวคิดดังกล่าวเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยลดปัญหาในการซื้อขายคอนโด มิเนียม ในขณะเดียวกันตัวผู้ประกอบการเองก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวตั้งรับกับสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจ โดยเฉพาะการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อคุมต้นทุนในด้านต่างๆ การบริหารจัดการกระแสเงินสดในการพัฒนาโครงการ เพื่อให้สภาพคล่องไม่เกิดปัญหาจนนำไปสู่การชะลอการพัฒนาโครงการออกไป
ยังไม่มีใครรู้ว่าปัญหาการเมืองจะจบลงเมื่อใด และจบลงอย่างไร แต่การวางแผนตั้งรับกับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งระยะสั้น ระยะยาว เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มิเช่นนั้นคอนโดมิเนียมที่กำลังเป็นดาวรุ่งในตลาดอาจจะกลายเป็นดาวร่วง และเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องเซ่นสังเวยความขัดแย้งทางการเมืองในเวลานี้ก็เป็นได้







