posttoday
ซีอีโอ 81% ระบุบาทแข็งกระทบธุรกิจ

ซีอีโอ 81% ระบุบาทแข็งกระทบธุรกิจ

21 พฤษภาคม 2556

ผลสำรวจ CEO Sentiment Index พบ นักธุรกิจ 81.6% ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า และเริ่มส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจของไทย

ผลสำรวจ CEO Sentiment Index พบ นักธุรกิจ 81.6% ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า และเริ่มส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจของไทย

การสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร CEO Sentiment Index ที่จัดทำศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และกรุงเทพธุรกิจ ประจำเดือนเมษายน-พฤษภาคม สำรวจความเห็นผู้บริหารบริษัทจำนวน 409 ท่าน ในระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 12 พฤษภาคม 2556 เกี่ยวกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจและธุรกิจ พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย โดยปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและการแข็งค่าของเงินบาท

โดยการแข็งค่าของเงินบาทนั้นได้ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจส่วนใหญ่ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผู้บริหาร 15.4% ระบุว่า ได้รับผลกระทบสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ผู้บริหาร 43.5% ระบุว่า กระทบใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้  22.7% ระบุว่า น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมีผู้บริหาร 18.4%  ที่ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทคิดเป็น 81.6%  ของธุรกิจทั้งหมดที่สำรวจ

สำหรับแนวทางในการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่านั้น 42.3% ระบุว่า  ใช้การหาตลาดใหม่ในต่างประเทศ  ซึ่งใกล้เคียงกับการหาตลาดใหม่ในประเทศที่ระดับ 41.1% วิธีการลดต้นทุนในการผลิต/การทำธุรกิจ 35.4% ลดงบประมาณด้านการลงทุนระยะยาว 32.7% จ่ายงานออกไป (Outsource) 25.7% ลดขั้นตอนในการทำธุรกิจ 24.6% เพิ่มกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย  22.2% และอีก 14.8%  เป็นวิธีการอื่นๆ เช่น  ลดขนาดกิจการ  หาผู้ร่วมทุนเพิ่ม  นำเครื่องจักรอุปกรณ์มาใช้แทนแรงงานให้มากขึ้น  เป็นต้น
 
ขณะเดียวกันจากการสำรวจ ปัจจัยสำคัญ 5 อันดับแรกที่มีผลต่อการทำธุรกิจในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พบว่า ต้นทุนวัตถุดิบได้ 3.8 คะแนน  ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทได้ 3.5 คะแนน ต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นได้  3.4 คะแนน สภาวะเศรษฐกิจของไทยได้  3.4  คะแนน และความต้องการของตลาดที่ลดลงได้ 3.3 คะแนน

ซีอีโอ 81% ระบุบาทแข็งกระทบธุรกิจ

ดัชนีเศรษฐกิจซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่มีความกังวลใจเกี่ยวกับสภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยดัชนีด้านเศรษฐกิจในเดือนเมษายนลดระดับลงมาเหลือ 2 จุด และแม้จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4 จุดในเดือนพฤษภาคม แต่ก็คาดการณ์ว่าจะลดลงมาเป็น 3 จุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งการที่ดัชนีทางเศรษฐกิจยังมีค่าต่ำกว่าช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ก็เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณชัดเจนที่จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่า เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ดัชนีสภาพคล่องแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยดัชนีด้านการทำธุรกิจมี 4 ด้านด้วยกัน  คือ  ดัชนีด้านรายได้  ดัชนีด้านต้นทุน  ดัชนีด้านสภาพคล่อง  และดัชนีด้านการจ้างงาน จากการสำรวจ ดัชนีด้านต้นทุนในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นเป็น 46 จุด  และคาดว่าจะลดลงมาเป็น 43 จุดในเดือนมิถุนายน  สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาต้นทุนที่ยังส่งผลต่อผลการประกอบการและสภาพคล่อง ทำให้ดัชนีสภาพคล่องยังคงมีค่าติดลบ โดยดัชนีสภาพคล่องมีแนวโน้มลดลงอย่างเนื่องจาก 4 จุด ในเดือนเมษายนลดลงในพฤษภาคมเป็น  -5 จุด ส่วนดัชนีการจ้างงานก็ลดลงมาเป็น 4 จุดในเดือนพฤษภาคม และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 6 จุดในเดือนมิถุนายน

ซีอีโอ 81% ระบุบาทแข็งกระทบธุรกิจ

ขณะที่ดัชนีด้านรายได้ในเดือนพฤษภาคม แม้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 จุด จาก 4 จุดในเดือนเมษายน  และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 จุดในเดือนมิถุนายน แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้มาจากการปรับตัวของธุรกิจมากกว่าจะเกิดจากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น

ผลสำรวจในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า  โดยภาพรวมแล้ว  ผู้บริหารธุรกิจที่สำรวจ ยังมีความกังวลใจเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของไทยจากผลกระทบของเงินบาทแข็งและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนนี้  และภาระหนักที่ธุรกิจยังต้องเผชิญต่อไป  คือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนที่ยังคงส่งผลต่อสภาพคล่องและการจ้างงาน

นอกจากนี้ ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท เริ่มจะมีความชัดเจนขึ้นแล้วว่า จะเป็นผลกระทบในระยะยาว และเป็นอีกแรงกดดันหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจส่งออก  ทั้งการหาตลาด  การลงทุน  และการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า