posttoday
กังวลคุมเงินต่างชาติ

กังวลคุมเงินต่างชาติ

21 พฤษภาคม 2556

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (13-17 พ.ค. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 564,877 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 112,975 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 4% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 64% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 361,142 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 172,992 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขาย 13,369 ล้านบาท หรือคิดเป็น 31% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (13-17 พ.ค. 2556) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 564,877 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 112,975 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 4% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 64% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 361,142 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 172,992 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขาย 13,369 ล้านบาท หรือคิดเป็น 31% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB155A (อายุ 2.0 ปี) LB176A (อายุ 4.1 ปี) และ LB236A (อายุ 10.1 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 33,052 ล้านบาท 30,766 ล้านบาท และ 27,526 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB13604A (อายุ 14 วัน) CB13613D (อายุ 28 วัน) และ CB13815B (อายุ 91 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 62,566 ล้านบาท 29,971 ล้านบาท และ 27,537 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รุ่น THAI165A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 765 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด รุ่น TLT138A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 746 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) รุ่น SCC174A (A) มูลค่าการซื้อขาย 707 ล้านบาท

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) แกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงประมาณ 14 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) โดยนักลงทุนในตลาดยังรอความชัดเจนของมาตรการแก้ไขปัญหาเงินทุนไหลเข้า 4 ข้อจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่เปิดเผยโดยกระทรวงการคลังว่าจะถูกนำมาบังคับใช้เมื่อใด ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุว่าค่าเงินบาทในขณะนี้เริ่มอ่อนค่าลงและเคลื่อนไหวในระดับที่ใกล้เคียงกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้อาจยังไม่มีความจำเป็นต้องทำการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขตัวเศรษฐกิจของไทยเริ่มส่งสัญญาณเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ก็อาจมีการนำเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมาพิจารณาอีกครั้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้แรงคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเริ่มน้อยลง และมีผลทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเริ่มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวของประเทศสหรัฐเริ่มกลับมาปรับตัวดีขึ้นอีกครั้ง ทำให้ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะยุติมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (QE 3 และ 4) เริ่มกลับมาเป็นที่คาดการณ์ของนักลงทุนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องทำการติดตามต่อไป และอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงต่อไปด้วยเช่นกัน

ในสัปดาห์นี้ต่างชาติยังเข้าลงทุนในตราสารหนี้ไทยต่อเนื่อง โดยมียอด ซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้น และระยะยาว) รวมกันกว่า 5,739 ล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) จะพบว่าเป็นการ ซื้อสุทธิ ถึง 14,504 ล้านบาท (ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 8,765 ล้านบาท) สำหรับรายย่อยแม้จะมีสัดส่วนการซื้อขายค่อนข้างน้อย แต่สัปดาห์นี้ยังมียอด ซื้อสุทธิ 201 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท