
‘ศรีตรัง’ลั่นกำไรปีนี้สูงกว่าปีที่ผ่านมา
STA ให้คำมั่นกำไรปีนี้ดีกว่าปีก่อน ทุ่มลงทุน 8,000 ล้านใน 2 ปีนี้ สร้างโรงงานปลูกยาง 5 หมื่นไร่
STA ให้คำมั่นกำไรปีนี้ดีกว่าปีก่อน ทุ่มลงทุน 8,000 ล้านใน 2 ปีนี้ สร้างโรงงานปลูกยาง 5 หมื่นไร่
น.ส.ธนวรรณ เสงี่ยมศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) เปิดเผยว่า ผลกำไรสุทธิของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเพียงไตรมาสแรกไตรมาสเดียวสามารถทำกำไรได้แล้ว 850 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าครึ่งของกำไรตลอดปี 2555 ที่มีจำนวน 1,379 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น
บริษัทประเมินว่ากำลังการผลิตจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 1.2 ล้านตัน แต่ปริมาณการขายจะเติบโต 12-15% หรือเห็นระดับ 1.15 ล้านตัน จากปีที่ผ่านมา 9.8 แสนตัน โดยสัดส่วนรายได้หลัก 80% มาจากการขายยางแท่ง และตลาดหลักสำคัญในการส่งสินค้าไปขายจะเป็นจีน โดยมีสัดส่วนรายได้ 51% รองลงมาคือ ไทย 15% สหรัฐอเมริกา 8% ยุโรป 6% เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ฐานการผลิตของบริษัทโดยหลักจะมาจากประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนโรงงาน 21 แห่ง และอินโดนีเซีย 2 แห่ง และมีศูนย์รับซื้อยางในประเทศ 40 จุด และในอินโดนีเซีย 21 จุด
ทั้งนี้ กรณีค่าเงินบาทแข็งไม่มีผลกระทบต่อบริษัท โดยได้ทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 80-90% ของรายได้ทั้งหมด นอกจากนี้ ทิศทางราคายางจะมีความผันผวน แต่บริษัทได้ป้องกันความเสี่ยงด้วยการใช้ฟิวเจอร์สเข้ามาช่วย ดังนั้นเชื่อว่าความสามารถในการทำกำไรในปีนี้จะเป็นไปได้ด้วยดี โดยตั้งเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ในปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 57% โดยไตรมาสแรกอยู่ที่ระดับ 6.6%
น.ส.ธนวรรณ กล่าวว่า บริษัทกำหนดเงินลงทุนปี 2556-2557 รวม 8,000 ล้านบาท ปีละ 4,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มเป็น 1.5 ล้านตันภายในปี 2558 โดยบริษัทจะใช้ขยายจำนวนโรงงานผลิตยางพาราในประเทศอีก 3 แห่ง และในอินโดนีเซีย 1 แห่ง
นอกจากนี้ จะใช้เพื่อซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อเพาะปลูกยางพาราของบริษัทเองให้ได้ 5 หมื่นไร่ภายในปี 2557 ปัจจุบันปลูกไปแล้ว 2.9 หมื่นไร่ โดยจะสามารถกรีดยางได้คงจะเป็นปี 2559 และมีที่ดินเปล่ารอการปลูกในปีหน้าอีก 6,0007,000 ไร่
สำหรับแหล่งเงินที่ใช้ในการลงทุนดังกล่าวไม่มีปัญหาหรือมีนัยสำคัญจะกระทบต่องบการเงินของบริษัท เนื่องจากมีเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนบริษัทในสิงคโปร์ 8,000 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ในระดับต่ำเพียง 1 เท่า ยังสามารถมีเพดานการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้อีก โดยมีวงเงินกู้จากธนาคารให้ไว้อีก 4,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทยังสนใจจะไปก่อสร้างโรงงานในประเทศเมียนมาร์และเวียดนาม โดยจะเป็นการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ แต่บริษัทจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งในเมียนมาร์น่าจะได้เห็นภาพภายในเดือน พ.ค. ส่วนเวียดนามคงจะอีกระยะหนึ่ง
สำหรับแหล่งเงินลงทุนคงไม่มาก เพราะเป็นการเริ่มต้นเข้าไปลงทุนในขนาดการลงทุนไม่ใหญ่ แต่สาเหตุที่ต้องไปเพราะเชื่อว่าทั้งสองประเทศมีศักยภาพมาก โดยเฉพาะประเทศเมียนมาร์ ทุกวันนี้จะมีกำลังการผลิตค่อนข้างต่ำเพียง 1.3 แสนตัน แต่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างมาก เพราะสวนใหม่จะสามารถเริ่มกรีดยางได้ ดังนั้นจำเป็นต้องไปลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส แนะนำให้ทยอยซื้อลงทุนเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลง และให้ราคาเป้าหมาย 20 บาท หลังคาดกำไรในไตรมาส 2 จะอ่อนตัวลงก็ตาม







