
อาเบะโมนิกส์กับสงครามเงินเยน
โดย...อาเบะโนมิกส์กับ
โดย...อาเบะโนมิกส์กับ
สงครามเงินเยนในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นได้เสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นซึ่งเดิมเคยครองความยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมจำนวนมาก แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับตรงกันข้าม บริษัทจำนวนมากโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีผลประกอบการขาดทุนสาเหตุหนึ่ง คือ เงินเยนแข็งค่าขึ้นมาก ส่งผลในระยะที่ผ่านมา กระทบโดยทางตรงทำให้แข่งขันด้านราคาได้น้อยลง ส่งผลทำให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดแก่บริษัทคู่แข่งต่างชาติ และผลกระทบทางอ้อม ทำให้ผลกำไรลดลงมาก มีเงินไปลงทุนก่อสร้างและปรับปรุงโรงงานและวิจัยและพัฒนาลดลง ทำให้เทคโนโลยีตามหลังคู่แข่ง
รัฐบาลชุดใหม่ของญี่ปุ่นภายใต้นายชินโสะ อาเบะ จึงประกาศเมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2555 ที่จะฟื้นฟูญี่ปุ่นให้แข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง สำหรับมาตรการสำคัญที่ดำเนินการเร่งด่วน คือ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อแก้ไขปัญหาเงินฝืดที่เรื้อรังมายาวนานกว่า 15 ปี กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ซึ่งมาตรการนี้มีผลพลอยได้ที่สำคัญ คือ ทำให้เงินเยนอ่อนค่าลง
แม้รัฐบาลจะขัดแย้งกับธนาคารกลางญี่ปุ่นในประเด็นข้างต้น แต่รัฐบาลถือไพ่เหนือกว่า เนื่องจากวาระดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นคนเดิมสิ้นสุดลงในเดือน มี.ค. 2556 ดังนั้น ได้แต่งตั้งให้นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ อดีตผู้อำนวยการธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย มาดำรงตำแหน่งแทน เนื่องจากมีผลงานสำคัญในอดีตที่ได้เคยวิพากษ์วิจารณ์ธนาคารกลางญี่ปุ่นอย่างรุนแรงเกี่ยวกับนโยบายการเงินแบบอนุรักษ์นิยม ดังนั้น ภายหลังรับตำแหน่ง เขาได้ประกาศเมื่อกลางเดือน เม.ย. 2556 ที่จะเพิ่มปริมาณเงินผ่านมาตรการซื้อพันธบัตรเป็นเงินมหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในอัตรา 7 ล้านล้านเยน/เดือน หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท/เดือน
นโยบายข้างต้นได้ส่งผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว โดยค่าเงินเยนที่เดิมอยู่ระดับ 80 เยน/เหรียญสหรัฐ ได้อ่อนค่าลงมาก ในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2556 ไปอยู่ที่ระดับ 102.76 เยน/เหรียญสหรัฐ โดยหลายฝ่ายได้พยากรณ์ว่าเงินเยนอาจจะอ่อนค่าลงไปอีกเป็นมากกว่า 120 เยน/เหรียญสหรัฐ ในปี 2557
การอ่อนลงของค่าเงินเยน ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสแรกเติบโตในอัตรา 3.5% ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงเนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะที่ผ่านมาเติบโตในอัตราต่ำมาก ส่วนอัตราว่างงานเดือน มี.ค. 2556 ได้ลดลงไปอยู่ที่ 4.1% นับว่าต่ำที่สุดนับจาก พ.ย. 2551 ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่น 891 บริษัท มีแนวโน้มกำไรดีขึ้นมาก โดยคาดว่าจะเพิ่มจาก 30 ล้านล้านเยน ในปี 2555 เป็น 38 ล้านล้านเยน ในปี 2556
การอ่อนค่าของเงินเยนได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ซึ่งแข่งขันแบบประจัญหน้ากับญี่ปุ่นในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงเยอรมนีที่แข่งขันกับญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องจักรกล โดยสถาบันวิจัยทางการเงิน Woori Finance Research Institute ได้คำนวณว่าหากค่าเงินเยนอยู่ที่ระดับ 100 เยน/เหรียญสหรัฐ แต่ค่าเงินวอนต่อเหรียญสหรัฐ ยังคงเดิมที่ระดับ 1,100 วอน/เหรียญสหรัฐ แล้ว จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมเกาหลีใต้โดยรวมมีผลกำไรลดลงจากเดิมเป็นเงินมากถึงปีละ 9 ล้านล้านวอน หรือเกือบ 3 แสนล้านบาท ทำให้ธนาคารกลางของเกาหลีใต้ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 2.75% เหลือ 2.5% เพื่อทำให้ค่าเงินวอนอ่อนลงบ้าง
สำหรับกรณีของไทยผลกระทบยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากไทยแตกต่างจากเกาหลีใต้หรือเยอรมนี โดยอยู่ในซัพพลายเชนเดียวกันกับญี่ปุ่นมากกว่าจะแข่งขันกับญี่ปุ่นโดยตรง แม้ค่าเงินเยนลดลงทำให้โรงงานที่มีฐานผลิตหลายแห่ง อาจจะเลือกผลิตในญี่ปุ่นแทนที่จะผลิตในไทย รวมทั้งการผลิตสินค้าสำเร็จรูปอาจจะตัดสินใจเลือกใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในญี่ปุ่นและลดการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยลง แต่การปรับเปลี่ยนฐานการผลิตไม่ได้ทำอย่างง่ายๆ ในระยะสั้น ยิ่งไปกว่านั้น จากการที่ญี่ปุ่นมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง จะทำให้บริษัทญี่ปุ่นผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้น ทำให้ไทยมีโอกาสจำหน่ายชิ้นส่วนหรือผลิตสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้น
อนึ่ง ผลกระทบต่อประเทศเหล่านี้ในไตรมาสแรกยังไม่เห็นชัดนัก เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นยังไม่ได้นำประโยชน์จากต้นทุนที่ลดต่ำลงมาขายตัดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดเท่าใดนัก โดยขายใกล้เคียงกับราคาเดิมเพื่อเพิ่มผลกำไรหรือลดการขาดทุนเป็นหลัก แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนนับแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป
สุดท้ายนี้ หลายฝ่ายหวั่นวิตกว่านโยบายการเงินของญี่ปุ่นอาจจะเป็นชนวนของสงครามค่าเงินหรือ Currency War แต่นาย Bing Shen อดีตผู้บริหารของบริษัท วาณิชธนกิจ Morgan Stanley ได้มองในอีกแง่มุมหนึ่งว่านโยบายข้างต้นเป็นเพียงการปรับค่าเงินเยนเข้าสู่จุดสมดุลเท่านั้น โดยในระยะที่ผ่านมารัฐบาลปล่อยให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นกว่าระดับที่น่าจะเป็นอย่างมาก นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายล้างอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น และส่งผลกระทบทำให้ในระยะหลังบริษัทญี่ปุ่นพ่ายแพ้ต่อเกาหลีใต้อย่างราบคาบ เนื่องจากเมื่อบริษัทญี่ปุ่นขาดทุน ก็ไม่มีเงินไปวิจัยและพัฒนา และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในที่สุด
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการแก้ไขปัญหาของญี่ปุ่นโดยทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงอย่างเดียวนั้นใช่ว่าจะประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน จะต้องดำเนินการในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่ไปด้วยเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว







