
กสิกรเลิกหนุนเกรย์มาร์เก็ต
ความเสี่ยงสูงมาตรการภาษีคลุมเครือราคารถผันผวนหันปล่อยกู้ผู้ผลิตตรง
ความเสี่ยงสูงมาตรการภาษีคลุมเครือราคารถผันผวนหันปล่อยกู้ผู้ผลิตตรง
ลีสซิ่งกสิกรไทยเลิกปล่อยกู้รถเกรย์มาร์เก็ต แหยงมาตรการภาษีรถนำเข้าไม่ชัดเจน เสี่ยงสูง
นายอัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้หยุดการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถกับลูกค้าของผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ (เกรย์มาร์เก็ต) มาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่ามาตรการทางภาษีเกี่ยวกับรถยนต์นำเข้าอิสระยังไม่ชัดเจนเพียงพอ จึงต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อออกไปก่อน
“ในเมื่อตอนนี้เราเห็นว่าเรื่องภาษียังไม่นิ่งพอ จึงขอหยุดปล่อยกู้ไว้ก่อน เพราะไม่อยากมีความเสี่ยงเรื่องของราคารถที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอีก และปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์เองก็นำเข้ารถมาขายโดยตรงมากขึ้น ทำให้มีราคาใกล้เคียงกับราคาที่เกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาขาย ดังนั้นจึงหันไปปล่อยกู้โดยตรงกับผู้ผลิตดีกว่า โดยปัจจุบันเรามียอดสินเชื่อเกรย์มาร์เก็ตเดิมอยู่ 8,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดสินเชื่อทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท” นายอัครนันท์ กล่าว
สำหรับปัญหาของโครงการรถยนต์คันแรกนั้น ขณะนี้ลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการรถคันแรกได้ทิ้งใบจองรถจำนวนมาก เป็นผลจากรอรถส่งมอบนาน และรถรุ่นใหม่ก็วางจำหน่ายแล้ว ประกอบกับผู้ซื้อรถคันแรกมีปัญหาความไม่พร้อมทางการเงิน จึงยอมเสียค่าจองรถหลักพันบาททิ้งไป เพราะเมื่อถึงเวลาส่งมอบรถหลังจากจอง 812 เดือน ก็ยังไม่สามารถเก็บออมเงินได้ทัน ส่งผลให้ขณะนี้เกิดปัญหาผู้แทนจำหน่ายรถยนต์หรือดีลเลอร์มีรถเหลือค้างอยู่ในโกดังเป็นจำนวนมากจากการทิ้งใบจองรถคันแรก
นายอัครนันท์ กล่าวว่า เมื่อมีการทิ้งใบจองรถคันแรกจำนวนมาก อาจทำให้รถยนต์ที่จะส่งมอบจริงไม่ถึงตามยอดใช้สิทธิของผู้จองรถคันแรก 1.4 ล้านคัน และส่งผลให้ดีลเลอร์มีการแข่งขันทางการตลาดเพื่อขายรถยนต์ให้ได้ ขณะที่กำลังซื้อของผู้ซื้อรถยนต์ปีนี้เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมาก็ลดลง เพราะซื้อในปีที่แล้วกันไปมากแล้ว
“ดีลเลอร์ต้องหาวิชาขายมากขึ้น เพราะสต๊อกรถเหลือเยอะมาก ตอนนี้ดีลเลอร์เริ่มบ่น แต่ละค่ายที่อยากขายก็ต้องออกแคมเปญ เล่นเรื่องราคา ลูกค้าที่ซื้อรถปีนี้คงได้สิทธิประโยชน์มากขึ้น ส่วนลีสซิ่งเป็นแค่ปลายน้ำ” นายอัครนันท์ กล่าว
นายอัครนันท์ กล่าวอีกว่า ตลาดรถยนต์เริ่มอิ่มตัว เป็นผลจากนโยบายรถคันแรก ทำให้บริษัทเริ่มหันไปจับตลาดรถกระบะมากขึ้น เนื่องจากรายได้จากดอกเบี้ยดีกว่า โดยปีนี้คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนรถกระบะจาก 27% เป็น 50% ส่วนที่เหลือเป็นรถยนต์







