
ข้าว
อ่านข่าวความเคลื่อนไหวของการผลิตและการส่งออก “ข้าว” ของประเทศเพื่อนบ้านของเราแล้ว ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ถึงคำพูดที่ว่า หากเราหยุดเดิน ก็เท่ากับเรากำลังเดินถอยหลัง
อ่านข่าวความเคลื่อนไหวของการผลิตและการส่งออก “ข้าว” ของประเทศเพื่อนบ้านของเราแล้ว ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ถึงคำพูดที่ว่า หากเราหยุดเดิน ก็เท่ากับเรากำลังเดินถอยหลัง
จริงอยู่ว่าประเทศไทยของเราไม่ได้หยุดพัฒนาเรื่องการผลิตและส่งออกข้าว แต่ก็มีคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ถูก และเหมาะสม แล้วหรือไม่
คนทั่วไปแทบไม่เห็นนโยบาย และแนวทางการพัฒนาสายพันธุ์และการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของข้าวที่ชัดเจน เห็นผลจริงเป็นรูปธรรม ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน
แต่จะได้รู้ได้เห็นนโยบายการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งข้าวมาโดยตลอด ทำให้เห็นการอัดงบประมาณก้อนโตไปกับการรับซื้อสินค้าเกษตรมาเก็บไว้เต็มสต๊อกล้นแล้วล้นอีก เอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม ซึ่งยากมากที่ประโยชน์นั้นจะส่งไปถึงเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เมื่อมองไปที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็มีข่าวว่า มาเลเซีย พร้อมจัดสรรงบประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่สำหรับปลูกภายในประเทศ หลังจากก่อนหน้านี้สามารถปลูกข้าวหอมมะลิได้เองแล้ว งบวิจัยข้าวของมาเลเซียนี้ หากเทียบกับเม็ดเงินงบประมาณที่รัฐบาลไทยต้องทุ่มไปกับโครงการรับจำนำข้าว ก็ถือว่ามาเลเซียใช้เงินน้อยนิดมาก
มาเลเซียไม่ได้ปลูกข้าวเพื่อส่งออก แต่ต้องการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเพื่อปลูกไว้กินภายในประเทศเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาจำเป็นต้องนำเข้าข้าวปีละหลายแสนตันจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและเวียดนาม และการที่สามารถปลูกข้าวเพิ่มได้เอง ก็ได้ช่วยให้มาเลเซียลดการนำเข้าข้าวหอมมะลิได้ถึง 40%
ขณะที่บางประเทศอย่าง เมียนมาร์ ตั้งเป้าหมายกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์ประเทศส่งออกข้าวโลกอีกครั้ง โดยหวังว่าจะเพิ่มยอดการส่งออกข้าวอีกเกือบ 2 เท่าตัว เป็น 3 ล้านตัน อย่างเร็วที่สุดในต้นปีหน้า และมุ่งขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก นอกเหนือจากประเทศแถบแอฟริกา ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักในช่วงที่นานาชาติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเมียนมาร์
แต่หลังการยกเลิกการคว่ำบาตร ตอนนี้เมียนมาร์ได้ส่งออกข้าวไปประเทศฝั่งยุโรป เช่น สเปน โปรตุเกส เบลเยียม และรัสเซีย ซึ่งยอดส่งออกรวมไปประเทศเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 5,000 ตัน
แถมเมื่อต้นปีก็ได้ลงนามส่งออกข้าวไปญี่ปุ่น 5,000 ตัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปี ข้อตกลงนี้ยังทำให้บริษัทญี่ปุ่นลงทุนสร้างโรงสีข้าว แปรรูปข้าวในเมียนมาร์ด้วย
ส่วน อินโดนีเซีย ก็ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู นำเข้าข้าวจากเมียนมาร์ 5 แสนตันต่อปี ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของทั้งสองประเทศ
ในแง่การแข่งขันในตลาดข้าวโลกนั้น เมียนมาร์ บอกว่า คู่แข่งของตัวเองน่าจะเป็นอินเดียและเวียดนาม เพราะว่าราคาข้าวส่งออกไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่า เมียนมาร์กลับได้เปรียบประเทศผู้ผลิตข้าวรายสำคัญในภูมิภาคอย่างไทยและเวียดนาม เพราะมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์กว่า ด้วยจำนวนแม่น้ำภายในประเทศมากมาย อีกทั้งมีที่ดินว่างเปล่าอีกเยอะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ที่นำมาทำการเกษตรได้อีก
ถึงตอนนี้คงเห็นแล้วว่า ข้าวไทยเจอศึกสองด้าน ทั้ง คู่แข่งส่งออก ที่กำลังเร่งพัฒนาตัวเอง ขณะที่ ผู้ซื้อ ก็หันไปพึ่งตัวเองมากขึ้น หากไทยยังไม่ปรับตัว แต่ยังยึดมั่นกับอดีตอันหอมหวานในฐานะประเทศผู้ส่งออก รายใหญ่ของโลก ไม่รู้จักพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ เน้นปลูกข้าวพันธุ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้
คงเดาได้ไม่ยากว่า อนาคตไทยจะยืนอยู่จุดไหนของตลาดข้าวโลก







