
รัฐบาลเร่งเครื่องช่วยธุรกิจสู้บาทแข็ง
จากสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ถือเป็นปัจจัยที่เข้ามากระหน่ำผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้เผชิญกับวิกฤตหนักขึ้น ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด
จากสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ถือเป็นปัจจัยที่เข้ามากระหน่ำผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้เผชิญกับวิกฤตหนักขึ้น ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วิกฤตการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่า 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการแข็งค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่ต้องส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ ผนวกกับต้นทุนการผลิตด้านแรงงาน ด้านต้นทุนวัตถุดิบรวมที่ขยับสูงขึ้น ถือเป็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ
สำหรับ 10 อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะดังกล่าว ได้แก่ 1.รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3.น้ำมันสำเร็จรูป 4.ยางพารา 5.เม็ดพลาสติก 6.เคมีภัณฑ์ 7.เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 8.ผลิตภัณฑ์ยาง 9.อัญมณีและเครื่องประดับ 10.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ซึ่งกว่า 80% เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในการดูแลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งทางรัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงเร่งช่วยเหลือ
ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี เร่งผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ภายใต้ 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ โครงการบริหารการผลิตเพื่อลดต้นทุนและโครงการเพิ่มผลิตภาพอย่างมีนวัตกรรม
สำหรับกลยุทธ์แรก การพัฒนากระบวนการการผลิตและบริหารต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ จะมุ่งที่ปัจจัยการผลิตภายในที่สามารถควบคุมได้ เช่น เงินทุน แรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบหลักของการผลิตและแปรรูป เป็นต้น เพื่อช่วยลดต้นทุนรวมของกิจการและลดการสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์
กลยุทธ์ที่ 2 คือ การพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความสามารถในการวางแผน โดยนำเอานวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและยกระดับความสามารถด้านการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ
โสภณ ผลประสิทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า กรมตั้งเป้าการพัฒนาผู้ประกอบการทั้งสองโครงการอีกกว่า 130 ราย และยังมีอีกกว่า 40 โครงการของ กสอ.ที่จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กให้มีศักยภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน (CORE) เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้ต้นทุนสินค้าและบริการต่อหน่วย ซึ่งจะนำไปสู่การวางกลยุทธ์การตลาด การผลิตในการลดต้นทุน และการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ประกอบการสามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาเป็นความคิดรวบยอดและเกิดทักษะด้านการบริหารต้นทุนสินค้าและต่อยอดไปสู่การบริหารการผลิตเพื่อลดต้นทุนสินค้าและบริการอย่างมีประสทธิภาพรวมถึงโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC)
“กรมมองว่าผู้ประกอบการที่เกิดขึ้นใหม่ ล้วนแล้วแต่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงาน การจัดซื้อวัตถุดิบ โครงการนี้จึงเป็นเสมือนประตูทางความคิด ที่พร้อมเปิดรับความคิดและจุดประกายมุมมองให้แก่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่สนใจจะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารที่มีศักภาพในอนาคต” โสภณ กล่าว
โครงการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่ SMEs ด้วยระบบ LEAN โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแก่บุคคลในองค์กร และการให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อยกระดับความสามารถและเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมอย่างสูงสุด
สำหรับปี 2551-2555 โครงการบริหารการผลิตเพื่อลดต้นทุน สามารถช่วยกิจการกว่า 131 กิจการ ให้ลดต้นทุนรวมได้สูงถึง 468.62 ล้านบาท ส่วนโครงการเพิ่มผลิตภาพอย่างมีนวัตกรรม (EDIPP) สามารถช่วยกิจการกว่า 113 กิจการ มีประสิทธิภาพการผลิตโดยมีมูลค่ากำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 1,765 ล้านบาท ให้ลดต้นทุนรวมได้สูงถึง 599.39 ล้านบาท และมูลค่าเพิ่ม (ผลิตภัณฑ์ใหม่) จำนวน 498.31 ล้านบาท และพัฒนาทักษะความรู้ในการวางแผนการจัดการเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรมอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพแก่ผู้ประกอบการ ผู้บริหารระดับกลาง ที่เคยเข้าร่วมโครงการถึงกว่า 422 คน
เผยกลยุทธ์เพื่อช่วยผู้ประกอบการผ่านวิกฤติ “บาทแข็ง” ชู 2 แนวคิด “เร่งลดต้นทุน” “มุ่งสร้างนวัตกรรม” ผ่านโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอันได้แก่ โครงการ บริหารการผลิตเพื่อลดต้นทุน เป็นการลดต้นทุนรวมในกระบวนการผลิตเพื่อสร้างกำไรสุทธิ และโครงการเพิ่มผลิตภาพอย่างมีนวัตกรรม (EDIPP) โดยนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการในภาคอุตสาหกรรม โดยปี 2556 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตั้งเป้าการพัฒนาผู้ประกอบการทั้ง 2 โครงการ อีกกว่า 130 ราย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนการผลิต และนำเอานวัตกรรมมาปรับใช้ในการพัฒนาการผลิต เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสามารถฝ่าฟันวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ให้ได้ โดยปัจจุบัน กสอ. เป็นหน่วยงานสำคัญที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยทั่วทั้งประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกิจการต่าง ๆ ในภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งล่าสุดจากวิกฤตเศรษฐกิจทางด้านค่าเงินบาทแข็ง การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และต้นทุนวัตถุดิบรวมที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศ ทางรัฐบาลจึงเร่งผลักดันนโนบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่จะพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถเพิ่มศักยภาพในทุก ๆ ด้าน โดยมุ่งหวังให้สามารถต่อสู้กับการแข่งขันในตลาดโลกได้แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ผ่านโครงการต่าง ๆ กว่า 40 โครงการ โดยเฉพาะสาขา อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ฯลฯ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะ “บาทแข็ง” ล่าสุดราคาคือ 29.429 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งต่ำสุดในรอบ 16 ปี
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs หรือประชาชนทั่วไป สามารถเข้ารับบริการของกสอ. ได้โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์ 02-202-4414 – 18 หรือ www.dip.go.th







