
โซนนิ่งกับจำนำข้าว
เห็นข้อมูลประมาณการผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตหน้าปี 2556/2557 ที่กระทรวงเกษตรฯ ประกาศออกมาว่า ข้าวนาปีจะทะลุไปถึง 27.5 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นกว่า 1.6 ล้านตัน ส่วนนาปรังก็ยังสูงถึงเกือบ 10 ล้านตัน ก็เกิดความกังวลว่า ข้าวเปลือกจำนวนมหาศาลนี้ จะถูกดูดเข้าสู่โกดังของรัฐตามนโยบาย “รับจำนำทุกเมล็ด” และขายไม่ออกเพราะราคาแพงเกินคู่แข่งอย่างที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้อีกเป็นแน่
เห็นข้อมูลประมาณการผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตหน้าปี 2556/2557 ที่กระทรวงเกษตรฯ ประกาศออกมาว่า ข้าวนาปีจะทะลุไปถึง 27.5 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นกว่า 1.6 ล้านตัน ส่วนนาปรังก็ยังสูงถึงเกือบ 10 ล้านตัน ก็เกิดความกังวลว่า ข้าวเปลือกจำนวนมหาศาลนี้ จะถูกดูดเข้าสู่โกดังของรัฐตามนโยบาย “รับจำนำทุกเมล็ด” และขายไม่ออกเพราะราคาแพงเกินคู่แข่งอย่างที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้อีกเป็นแน่
ยิ่งเมื่อ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.พาณิชย์ ออกมายืนยันภายหลังการประชุมของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. ครั้งล่าสุดว่า “รัฐบาลยังคงรับจำนำข้าวทุกเมล็ดให้กับเกษตรกร ในราคาเท่าเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ส่วนในอนาคตจะมีแนวทางเปลี่ยนแปลงอย่างไร ต้องรอผลศึกษาของกรมการค้าภายในซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ” ยิ่งทำให้คาดเดาสถานการณ์ราคาและส่งออกข้าวไทยปีหน้าได้ว่า คงไม่แตกต่างกับที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน
จากรายงาน Rice Market Monitor ฉบับล่าสุดของ FAO หรือองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ คาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นฤดูกาลผลิตปีนี้ สต๊อกข้าวของไทยจะพุ่งขึ้นไปถึง 16.3 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่กองอยู่ในโกดังภายใต้โครงการรับจำนำและกดดันราคาข้าวไทยและราคาโลก
ดังนั้น โอกาสที่รัฐบาลจะขายข้าวได้ในราคาใกล้เคียงกับต้นทุนที่รับจำนำมาจึงริบหรี่เต็มทน และหลีกไม่พ้นที่จะต้องเทขายสต๊อกออกมาในราคา “เท่าไหร่ ก็เท่านั้น” ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ราคาข้าวทรุดลงไปอีกชนิดแทบโงหัวไม่ขึ้น
นอกจากนั้น ผลผลิตข้าวในประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคอื่นๆ ต่างก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดย FAO คาดว่าปีนี้ผลผลิตข้าวในทวีปเอเชียจะเพิ่มขึ้น 15 ล้านตัน หรือสูงถึง 677.5 ล้านตัน โดยคาดว่าอินเดีย จีน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ เมียนมาร์ ปากีสถาน และศรีลังกา จะมีผลผลิตดีขึ้น ในขณะที่บังกลาเทศ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และไทย ก็จะผลิตข้าวได้มากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าผลผลิตข้าวแทบจะท่วมทวีปเอเชียและผู้นำเข้าหลักของไทย อย่าง อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก็มีข้าวมากขึ้น ความต้องการนำเข้าข้าวจึงน้อยลงอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ที่ต้องสงสัย คือ สงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่นำสถานการณ์ข้าวโลกมาเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบายราคาข้าว!
เพราะข้าวมากมายมหาศาลที่เราปลูกรับประทานกันเองภายในประเทศ กินเท่าไหร่ก็ไม่หมด ต้องส่งออกแน่นอน ดังนั้นตลาดและสถานการณ์ในประเทศผู้ผลิตอื่นๆ มีผลต่อข้าวไทยอย่างไม่ต้องมานั่งสงสัย
นอกจากราคาข้าวไทยที่สูงเกินคู่แข่ง เนื่องจากต้นทุนถูกดันจากโครงการรับจำนำแล้ว ค่าเงินบาทที่แข็งค่ายังทำให้ผู้ส่งออกไทยไม่สามารถลดราคาลงมาแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกอื่นได้ เมื่อประกอบกับความต้องการที่หดตัวลง ทั้งจากผลผลิตภายในของผู้นำเข้าที่เพิ่มขึ้น และภาวะเศรษฐกิจซบเซาในประเทศผู้นำเข้าอื่นหลายประเทศ ทำให้คาดว่าปีนี้ ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทย คงจะไม่เข้าเป้า 8.5 ล้านตัน อย่างดีก็คงทำได้แตะ 6 ล้านตัน ถึง 6.5 ล้านตันเท่านั้น
ดังนั้น ซึ่งเสี่ยงว่าอาจจะต้องเสียแชมป์ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกให้แก่อินเดียและเวียดนามอีกปีหนึ่ง!
ก่อนที่จะประกาศนโยบายข้าวฤดูกาลหน้า รัฐต้องทบทวนและไตร่ตรองอย่างหนักหนัก!
แว่วๆ ว่าอาจมีการปรับเกณฑ์การรับจำนำใหม่ โดยยึดหลักพื้นที่ หรือโซนนิ่งการปลูกข้าวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังดำเนินการ เพื่อจำกัดวงเงินการรับจำนำข้าวให้อยู่ในกรอบที่วางไว้ ซึ่งหากกำหนดรับจำนำเฉพาะโซนนิ่งที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวจริง ก็นับว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะอาจช่วยจำกัดปริมาณผลผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการ และทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพและขายได้ราคา ซึ่งอาจจะช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวในอนาคต
แต่ที่สำคัญกว่านั้น รัฐจะต้องพิจารณาถึงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรนอกพื้นที่เพาะปลูกข้าวด้วย ทั้งการแนะนำอาชีพทดแทนและส่งเสริมเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้รู้จักแนวทางบริหารจัดการผลผลิต เพื่อสามารถกำหนดราคาได้
ไม่ใช่งานง่าย แต่ไม่ทำไม่ได้ ต้องลงมือตั้งแต่วันนี้เลย!







